จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

ความสดใส.........ในวัยเรียน.

02/10/2007 GMT 1

"ความรักให้อะไรกับ...เราบ้าง!?!"

pongponkung @ 08:04

185218_32255282.gifรัก... คือการให้ คงเป็นประโยคที่คุณคงได้ยินมาบ่อยครั้ง ส่วนความหมายของมัน
ก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า รักคือการที่เราให้ใครสักคนหนึ่ง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงความรัก คือการให้ ในอีกแง่หนึ่ง นั่นคือความรักนั้น
ให้อะไรกับคนที่รู้จักมันบ้าง

รัก...ให้คุณรู้ว่าเขาชอบกินข้าวมันไก่ (ไม่มีหนัง) ที่สุดในโลกเลย
ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่วิเคราะห์กันลึกๆแล้ว
มันทำให้เราเป็นคนที่ช่างสังเกตและสนใจเรื่องราวของคนรอบข้าง
เพื่อให้คุณรู้จักเอาใจใส่ผู้อื่นบ้างไงล่ะ

รัก...ให้คนซับน้ำตายามท้อแท้ เพราะความรักเป็นเหมือนกำลังใจแห่งชีวิต
ยามที่เรามีปัญหาหรือหมดกำลังใจ เรามักจะนึกถึงคนที่เรารักเป็นคนแรก
แล้วเขาคนนั้นแหละที่จะเป็นคนคอยรับฟังเรื่องราวของคุณยามที่คุณมีปัญหา
ทั้งเรื่องการเรียน เรื่องเพื่อน แม้แต่ปัญหาครอบครัว

รัก...ให้คุณรู้จักการสื่อสารอีกทางหนึ่ง นั่นก็คือการสื่อสารด้วยภาษากายไงล่ะ
ทั้งการมองตา การสัมผัส สิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารที่มนุษย์รู้จักใช้เป็นอย่างดีตั้งแต่โบราณ
แต่ความรักจะยิ่งทำให้คุณรู้จักใช้มันได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

รัก...ให้คุณยิ้มอยู่ตลอดเวลา หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคนมีความรักถึงร่าเริง
อยู่ตลอดเวลา ในทางวิทยาศาสตร์ความรักเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นสารแห่งความสุขให้กับร่างกาย
ดังนั้นในเวลาที่คุณนึกถึงคนรักคุณจึงรู้สึกมีความสุขอยู่เสมอ

รัก...ให้คุณเป็นคนใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม สังเกตว่าคนที่มีความรัก
มักจะดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ แหมก็มีคนคอยดูเราทุกวันอย่างนี้
ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอกันหน่อย

รัก...ให้คุณทานอะไร ที่ไม่อร่อยให้อร่อยได้ ก็ถ้าเป็นฝีมือของเขาแล้ว
ถึงจะเกรียมไปนิด ไหม้ไปหน่อย ก็อร่อยแปลกๆดีนะ

รัก...ให้คุณรู้จักคำว่าขอโทษ คุณอาจไม่เคยพูดคำนี้กับใครเลย
แต่ถ้าคุณเริ่มมีความรักแล้ว อย่างน้อยครั้งหนึ่ง คุณก็ต้องเคยพูดคำนี้บ้างล่ะ

รัก...ให้คุณรู้จักการให้อภัย แม้ว่าเขาจะทำผิดมากขนาดไหนก็ตาม
เมื่อคุณรักเขาแล้ว คุณย่อมให้อภัยเขาได้เสมอ

รัก...ทำให้คุณใจเย็นขึ้น เพื่อดับความร้อนของอีกฝ่ายหนึ่ง

รัก...ให้คุณอยู่รอด เพราะความรักเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์หลายๆคน
ที่สามารถผ่านเรื่องร้ายๆมาได้ก็เพราะความรักนี่แหละ

จะเห็นได้ว่าข้อดีของความรักนั้นมีมายมาย และยิ่งใหญ่ทีเดียว
ดังนั้นถ้าคุณได้รู้จักกับมันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรักกับเพื่อน พ่อแม่หรือคนรักก็แล้วแต่
ทุกความรักย่อมเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้นขอเพียงแต่ว่า คุณรู้จักรักให้เป็นเท่านั้น
คุณก็จะเป็นคนที่มีรักอย่างมีความสุข

เคล็ดลับ...ทำความรักวัยใสให้กลายเป็นรักแท้

pongponkung @ 08:01

185218_32255351.gifจริงอยู่ที่ใคร ๆ ว่าความรักในวัยเรียนหรือความรักในวัยเด็กนั่นมักผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะในอนาคตข้างหน้าเราอาจได้เจอใครอีกมากมายแต่เท่าที่เห็นความรักวัยเรียนบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนกันเชื่อมั้ยมีคนมากมายคบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้นจนจบปริญญาโท แล้วแต่งงานกัน กับกันนานเป็นสิบ ๆ ปีก็เริ่มตั้งแต่รักในวันเรียนนั่นแหละ แหมเห็นหรือยังมีรักระหว่างเรียนไม่ได้เป็นยาพิษเสมอไปนะจ๊ะ

อ๊ะอ๊ะ อย่างเพิ่งทำหูตาแวววาวไป เพราะมีไม่กี่คู่หรอกที่ทำได้ คบกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วมาแต่งงานกันตอนโตน่ะถ้านับจริง อาจไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ อะแฮ่ม อยากรู้มั้ยว่าคนที่เขาทำได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ว่ามันมีเหตุผลเราลองมาดูกันดีกว่าว่าทำอย่างไรจะสร้างตำนานรักได้นานขนาดนั้น

รักทั้งทีตองรักให้ถูกที่
รักถูกที่หมายถึง เธออยู่โรงเรียนไหนล่ะ คนเราจะคบกันแบบนาน ๆ มันต้องมีเวลาเรียนรู้กันให้มากที่สุด อย่าลืมว่าเราอยู่โรงเรียนแทบจะมากกว่าอยู่บ้านด้วยซ้ำ ไม่ต้องถึงขนาดต้องรักคนในห้องเดียวกันก็ได้ (เห็นมานานเบื่อมัน) เอาเป็นว่าถ้าจะมีกิ๊กมีกั๊กสักคน ไม่ต้องถ่อสังขารไปมองไกลถึงโรงเรียนต่างอำเภอ ประมาณว่าเจอกันตอนแข่งกีฬาอะไรอย่างนี้

ถ้าเป็นแบบนี้ความสัพพันธ์จะฉาบฉวย เพราะจะจี๋จ๋าอย่างมีสีสันแต่ตอนแรก ๆ เท่านั้นแหละ ต่อให้สวีทอย่างไร ความห่างไกลย่อมทำให้ห่างเหิน แล้วก็ขาดกันไป

รักให้ถูกเวลา
รักลูกเวลาก็สำคัญไม่น้อย คือเราต้องดูก่อนว่า ถ้าเขามาปิ๊งเราต้องดูให้ดีว่ามีใครมาปิ๊งเขาไว้หรือเปล่า ไม่ใช่เขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ มีสาว ๆ ติดตรึม วันนี้ไปเที่ยวกับคนนั้น พรุ่งนี้ไปดูหนังกับคนนี้ มะรืนมะเรื่องไปกับอีกคน

โอ้ว้าว ถ้าแบบนี้คบไปดีแต่เสียเวลา เราจะหลายเป็นเครื่องมือให้เขาบริหารเสน่ห์เล่นๆ ให้เสียอารมณ์เสียความรู้สึก ยกเว้นว่าเขาเคลียร์ตัวเองได้ และเต็มใจคบเราคนเดียว

รักให้ถูกคน
เรื่องรักให้ถูกคนนี้ก็สำคัญมากเหมือนกันคือเรากับเขาต้องมีความเหมาะสมกันในระดับหนึ่ง เขาต้องเป็นคนรักดี รักเรียน รักเพื่อน อาจไม่ต้องเรียนเก่งถึงขั้นอันดับหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ใช่คนที่มีประวัติเสีย หรือมีประวัติเกเร เป็นหัวโจก เป็นนักเลง โดดเรียนตะลอน ๆ เที่ยว หรือไม่ก็ไปรักหนุ่มข้างบ้าน หล่อกินขาดมาดแมนปานพี่ติ๊กเจษฎา แต่ว่าขี้เกียจจะเรียนแบบสันหลังยาว วัน ๆ เอาแต่เที่ยวตะลอน ๆ

คนแบบนี้ไม่น่าจะมีใครรักใช่มั้ยค่ะ แต่บางทีก็มีสาว ๆ บางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นนางเอก คือเราจะเปลี่ยนเขาได้ เขาต้องกลับตัวได้เพราะเราถ้าคิดอย่างนั้นแปลว่าอ่านนิยายน้ำเน่ามากไปหน่อยนะที่รัก

ต้องมีอนาคต มีความฝันร่วมกัน
ถ้ารักจะคบกันนาน ๆ จะเป็นรักแท้ เราต้องเผื่อที่ให้ใจเราที่ต้องเติบโตขึ้นไปด้วย คือคนคนนั้นเข้าต้องมีอนาคต มีความสามารถ มีจุดยืน มีความฝัน เรียกว่าไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เขาต้องดูเป็นคนที่โตสมวัยตามจังหวะชีวิต ไม่ใช่ไรสาระไปวัน ๆ อยากเรียนต่ออะไร อยากเป็นอะไรไม่เคยคิดไว้เลย

หากมีอนาคตร่วมกัน มีความฝันร่วมกัน เราก็จะได้เดินเคียงข้างกันไป แม้ตัวห่างไกลไปเรียนคนละที่ เราก็จะแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันอย่างเข้าใจ

ฟื้นฐานครอบครัว ใกล้เคียงกัน
ฟื้นครอบครัวก็สำคัญ เพราะถ้าเราถูกเลี้ยงดูถูกอบรมมาในครอบครัวที่มีฟื้นฐานต่างกันมากเกินไป จะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันปรับตัวเข้าหากันได้ลำบาก ไม่ว่าจะรักกันแค่ไหน ก็ไปกันไม่รอด อย่างเช่นเธอเป็นลูกคุณหญิง แต่เขาเป็นคนคนใช้ เธอเรียนโรงเรียนนานาชาติ เขาเรียนที่วัดลิงขบ เธอใส่สายเดี่ยวเที่ยวสยาม แต่เขากางเกงขาก๊วยลุยงานวัดอะไรนี้เป็นต้น

ถ้าฟื้นฐานครอบครัวใกล้กัน ผู้ใหญ่ก็จะเข้ากันได้ง่าย ตัวเราก็จะกันได้ง่าย มีวิถีชีวิตเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน เราจะคบกันไดยั่งยืน

ที่สำคัญต่างคนต้องจริงใจ ถ้าเกิดฝ่ายหนึ่งจริงใจ แต่อีกฝ่ายจิงโจ้ เป็นอันจบเห่ ประเภทรักเร่เพทุบายมีหวังไม่มีวันสร้างตำนานรักเกินสิบปี เอาไว้เล่าให้ลูกหลายฟังว่า พ่อกะแม่คบกันมาตั้งแต่มะยมเลยนะแหมฟังดูโรแมนติดดีไม่น้อยเชียว

เครียดมามากพอแล้วมาอ่านกลอนดีกว่านะ

pongponkung @ 07:48
ผู้หญิงคนนี้ ... ไม่ได้มีไว้ให้เธอทิ้ง
เธอไม่เคยรักเราเลย ตลอดเวลา 1 ปีกว่าที่เรารู้จักกัน
ที่เรารักเธอ วันนั้นเธอมาบอกฉันว่า "เธอคงคิดกับเราได้แค่เพื่อน"
การบอกลาของเธอนั้น มันได้ทำลาย หัวใจของคนๆนึง
ที่รักเธออยู่เต็มหัวใจ
เหตุผล ?....
นั่นสินะ....ทำไมเธอถึงอยากจากเราไป
ฉันแค่อยากจะรู้...เธอมาทิ้งชั้นทำไม
เธอไม่เคยมีใจ ทำไม ถึงหลอกกัน

สิ่งที่เธอพูด กับสิ่งที่เธอคิด มันตรงกันรึป่าว
สิ่งที่เธอบอกเราผ่านสายตา มันเชื่อถือได้แค่ไหนกัน
....

แค่ขอ...เป็นคนห่วงใย
ได้รักไกลๆ คิดถึงไกลๆ เท่านั้น
ได้แค่ฝัน ...แค่นั้นก้อพอใจ

มีบางคน ...ถามเราว่า

ยังอยากกลับไปเป็นอย่างเดิมอีกมั้ย
เราก้อไม่รู้หรอกนะ...ว่าอยากกลับไปมั้ย
ถ้ากลับไปแล้ว จะมีความสุข เหมือนเดิม รึป่าว
เรารู้แค่ว่า ...ยังไงก้อรัก....
และรักนั้น ไม่เคยลดน้อยลงเลย

อยากบอกว่า รัก ...รักเธอ มากขึ้นทุกที
ไม่มีน้อยลง ...สักวัน

ผมขอถาม พวกคุณว่า...
หากคุณไม่มั่นใจ ว่าจะ ทำให้คนที่คุณรักมีความสุขได้มั้ย
หรือว่า คุณอาจดูแลเค้าได้ไม่ดีพอ
หากทนอยู่กันต่อไป...จะทำให้เค้า เจ็บช้ำอีกหรือป่าว
ถึงแม้ว่า...เค้าคือคนที่คุณ รักหมดใจ
คุณจะยอมปล่อยเค้าไปมั้ย ?

 

อย่าฝากชีวิตดีๆไว้ที่ฉัน
อย่าเอาความฝัน ของเธอมาเสี่ยงรู้มั้ย
ไม่ใช่ไม่รัก....ไม่อยากทำร้าย คนดีอย่างเธอ


คำถามนี้ ...คงเกิดขึ้นในใจเค้าสินะ
ทำไมกัน...เค้าถึงได้รู้สึกว่า เค้าดูแลเราไม่ได้.
ทั้งที่ เรากลับรู้สึกอบอุ่น ที่ได้อยู่ใกล้กัน

เธอไม่รักชั้นแล้ว หรือเธอไม่เคยรักเลย
ชั้นไม่มีค่าแล้ว หรือชั้นไม่เคยมีค่าใดๆ
โปรดบอกกับชั้น...ให้ตาสว่างสักทีได้มั้ย
อย่างน้อย ...ถ้าชั้นจะต้องเสียใจ
มันเพราะอะไรเธอ ?


ขอให้รู้...ชีวิตของเธอ มีความหมาย
ขอให้รู้ ...มีชั้นคนนึง ต้องการเธอบนโลกนี้
ขอให้รู้...เธอนั้นสำคัญ มากแค่ไหน
เธอได้ยินมั้ย....ชั้นรักเธอ

ขอโทษ...ที่ทำเป็นเฉย วางฟอร์ม
ขอโทษ...ที่เธอทักแล้วไม่ตอบ แถม ตะโกนด่า
ขอโทษ...ที่ควงคนอื่น เพื่อให้เธอหึง
ขอโทษจริงๆ ที่คนอย่างฉัน ไม่ดีพอ

ขาดคนที่ครั้งหนึ่งเคย...ผูกพัน
และร่วมทางกัน ... จนสุดหนทาง
จากกัน วันนี้ ถึงจะผิดหวัง
แต่ก็ดีกว่าต้องทรมาน กับสิ่งที่ฉันเป็น

หากว่า... วันเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน
มันได้หมดความหมายลง
เธอก็คง...ไม่กลับมา
เรารู้แต่เพียงว่า...เรายัง เต็มใจ จะรักเธอต่อไป
ถึงแม้ว่ารักนั้น จะต้องจบลงไป
แต่สำหรับเรา ช่วงเวลา เหล่านั้น
คือช่วงเวลา ที่มี ความหมาย ที่สุด สำหรับเราจริงๆ

ใจของเรา...ยังเป็นของเธอ (เหมือนที่เราเคยบอกเธอ)
เรายังเป็น...คนของเธอ (เหมือนที่เคยเป็นมา)
ขอให้รู้ไว้ ลมหายใจฉันเพื่อเธอ (ตลอดไป)

วันเวลา...ที่เราสั่งสมกันมา
คือวันเวลา...ที่มีความหมายในใจ
ความทรงจำ ...ทบทวนกี่ครั้งวันใด
ก็สุขเกินใจ จะกลั้นน้ำตาได้อยู่
อาจจะนานแล้วรู้ไหม...ที่เคยบอกเธอว่ารัก
จากวันวานเป็นเช่นไร...ในวันนี้ยังเหมือนเดิม
กี่วันจะหมุนไป หนึ่งใจที่ฉันมี
อยากบอกว่าทุกนาที ฉันมีแต่เพียงเธอ
เก็บอยู่ในหัวใจ ยังไม่เคยลืม
...ไม่เคยเปลี่ยนเลย...

ชั๊บปี๊ ชับปี ชิลา ล้า ลา ชั๊บปี ชั๊บปี๊ เย้เฮ”

pongponkung @ 07:26

185218_32255171.gifควับบบ ! ทุกสายตาในห้องเรียนมองไปยังต้นตอของเสียงนี้ ซึ่งทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่ามันคือเสียงโทรศัพท์ของเด็กสาวผู้ซึ่งอยากนอนตลอดเวลาเมื่อเข้าห้องเรียนประวัติศาสตร์เกาหลีเฮรินสะดุ้งตื่น ควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากระโปรง เทอปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วหันไปจิกตาขวางใส่เด็กหนุ่มกลุ่มที่นั่งอยู่หลังห้อง

“ลีเฮริน คัดตัวบรรจง ตั้งแต่หน้า 21 ถึงหน้า 50 มาส่งครูพรุ่งนี้เช้า”

“อาจารย์คะ แต่ว่าพรุ่งนี้มีสอบฟิสิกส์....หนูต้องอ่าน...”

“ไม่มีข้อต่อรองใดๆทั้งนั้น วันนี้พอแค่นี้นะคะนักเรียน”

---------------------

“ซวยชิบ รอให้ฉันได้เอาคืนมั่งเถอะ ไอไก่ 4 ขา ตาแทซองบ้าๆๆๆๆๆ”

“ใครให้เทอหลับเองล่ะเฮริน มือถือก็ไม่ปิดเสียง เฮ้อ”

จางเฮียวริ นี่เธอเป็นเพื่อนฉานมะเนี่ย จะบ้าตาย

หลังเลิกเรียน เฮรินยังคงนั่งจ้องสมุดและหนังสือประวัติศาสตร์เกาหลี...

“เอาล่ะวะ คัดก็คัด สู้ตายทาเคชิ เย้!”

เฮรินลงมือคัดแบบที่ว่า บรรจงสุดๆแล้ว - -* เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง กับหนังสือที่ถูกพลิกไปประมาณ 15 หน้า ----ครึ่งทางแล้วเฮริน----- สู้ๆ ตอนนี้ทั้งอาคารดูเหมือนจะมีนักเรียนเหลืออยู่ไม่ถึง 10 คนแล้ว มีเด็กม.ปลายปี 1 ห้องข้างๆกำลังจัดบอร์ดอะไรซักอย่าง และในห้องนี้ ลีเฮรินที่นั่งคัดตัวบรรจงอย่างเดียวดาย

“กรี๊ด ....รุ่นพี่ยังไม่กล้าบบ้านหรอคะ..”... “ว้าย..น่ารักจังเลย”

อยู่ๆก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กสาวห้องข้างๆ ซึ่งทำให้เฮรินรู้ได้ทันทีว่าพวกตัวแสบทั้ง 4 กำลังมา....สงสัยพวกนั้นเล่นบาสเสร็จแล้วคงกลับมาเอาของที่ลืมไว้มั้ง

“Hi ไงเพื่อน คัดไปถึงไหนแล้วล่ะ”

“อย่า มา ยุ่ง กับ ชี วิต ฉัน ได้ มะ น่า รำ คาญ”185218_32255171.gif

“อ้าวเฮ้ย อุตส่าหวังดี จะมาอยู่เป็นเพื่อน”

“แทซอง ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉันจะโดนแบบนี้มั้ย เอาไงล่ะทีนี้ ได้แกล้งฉันสมใจแล้วนี่ กลับไปอ่านฟิสิกเลยสิ นายจะได้คะแนนท็อปแทนฉันไง”

“เฮรินก็พูดเกินไป แทซองมันไม่เคยคิดแบบนั้นนะ มันแค่แกล้งเล่นๆ ไม่คิดด้วยว่าจะโดนทำโทษแรงแบบนี้ นี่พวกเราก็ก่ะจะมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ เห็นมะ ไม่มีไครอยากไปอ่านฟิสิกซักกะคน” มินวูอธิบาย

“ก็ไม่ได้บอกให้มาอยู่เป็นเพื่อนซักหน่อย ฉันอยู่ของฉันคนเดียวได้”

“งั้นกลับก็ได้วะ ไปเถอะชีวอน อึนซอง”

ชีวอนกับอึนซองมองหน้ากันด้วยสายตาคำถามว่า เอาไงดีวะ

“เอางี้นะ พวกนายกลับไปก่อน ให้เฮรินใจเย็นแล้วค่อยมาคุยกัน เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อนเฮรินเอง”

“มินวูนายก็กลับไปด้วยสิ ฉันอยู่คนเดียวได้จริงๆ”

“นี่มันมืดแล้วนะ อย่าทำตัวอวดเก่งไปหน่อยเลยน่า”

แทซองลากชีวอนกับอึนซองออกไปจากห้อง เสียงกรี๊ดจากสาวๆห้องข้างดังขึ้นอีกครั้ง และเงียบลงเมื่อทั้งสามเดินผ่าน

“ได้กี่หน้าแล้ว เหลือเยอะมะ”

“17 เหลือ 14 จะกลับก่อนก็ได้นะ คงอีกนานกว่าจะเสร็จ”

“พูดมากน่า ทำๆไป จะหลับรอ”

โถๆตานี่ นึกว่าจะตั้งใจมานั่งเฝ้า ที่ไหนได้ก็มาหลับ เฮ้อ...
เวลาผ่านไปอีก---- 2 ชั่วโมง------

“เย้...เสร็จแล้ว มินวู”

โห หลับสนิทเลยแฮะ จะว่าไป ตอนหลับตานี่ก็น่ารักดีแฮะ คิดๆดูแล้วก็ไม่น่าแปลกเนอะ ที่คนกลุ่มนี้จะเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ไหนจะหน้าตาดี เรียนก็เก่ง เป็นพวกบ้ากีฬาอีกด้วย..

“มินวู มินวู ตามินวู

“หาๆ เสร็จแล้วหรอ”

“อี๋ น้ำลายยืด”

“เฮ้ย ล้อเล่นน่า ไม่เห็นมีเลย”

“555+”

“- -* เสร็จแล้วหรอ คัดน่ะ”

“อื้ม ป่ะ กลับบ้านกัน”

มินวูเดินไปส่งฉันที่บ้าน เราช่วยกันท่องสูตรฟิสิกส์ไปตลอดทางจนถึงบ้านฉัน ณ เวลา 3 ทุ่มกว่าๆ

“ขอบใจมากนะที่อยู่เป็นเพื่อน แล้วยังอุตส่ามาส่ง ^^”

“ด้วยความยินดีครับคุณผู้หญิง ไปละ บายๆ”

“บายๆค่ะ”

ถ้าฉันมีแฟนดีๆแบบนี้คงดีเนอะ แล้วทำไมฉันไม่เป็นแฟนกับตานี่น่ะหรอ เพราะเราเป็นเพื่อนกันน่ะสิ คำว่า “เพื่อน” มันขวางทางเราทั้งคู่เอาไว้ล่ะมั้ง
-------------------------
หลังการสอบฟิสิกส์มหาโหดผ่านพ้นไป

“เฮริน ทำได้ป่ะ ยากชิบเลยว่ามะ”

“อย่างน้อยเธอก็มีเวลาอ่านมากกว่าฉันละเฮียวริ”

“โถ่ๆ ลืมได้แล้วเรื่องเมื่อวานน่ะ ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้”

“ก็ได้ ฉันจะลืมนะ ถ้าตานั่นขอโทษฉันซักคำ”

“งั้นฉันขอโทษแทนให้ พอใจยัง”

“ชอบตานั่นล่ะสิ แก้ตัวแทนกันตลอดอ่ะ”

“พูดอะไรของเธอ...ฉัน...ไม่หรอกน่า ไปกันเถอะ หิวแล้ว”
---------------------------
ที่โรงอาหาร ฉันพยายามเดินเลี่ยงกลุ่มเด็กหนุ่มที่ถูกล้อมรอบด้วยเหล่าสาวกสาวๆ

“เฮ้ เฮริน”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มฝูงชนคับคั่ง ฉันหันไปดู เห็นมือใครซักคนโบกไปมา

“ขอโทษนะ ได้ยินรึเปล่าเฮริน ขอโทษจริงๆ”

ตานี่เล่นบ้าอะไรอีกเนี่ย ฉันอายนะยะ ><

เฮรินลากแขนเฮียวริเดินเลี่ยงไปทางอื่น

“ทีนี้เธอก็หายโกรธแทซองได้แล้วสินะ”

“..........- -*........”

น่ารักป่ะ

pongponkung @ 07:23

185218_32255281.gif

20/09/2007 GMT 1

ริรัก

pongponkung @ 14:26

ซ่าส์ไม่หวั่น

ร่วมแสดงความฝันของเด็กไทย

pongponkung @ 13:32

วัยเรียน (อายุ 5 – 12 ปี)

ปัญหาทางสุขภาพ เป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองทั้งหลายให้ความเอาใจใส่ต่อลูก ไม่แพ้ทางด้านการพัฒนาการ จะขอแยกปัญหาต่าง ๆ ทางสุขภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายดังนี้

1. โรคติดเชื้อ พบว่าเด็กในวัยเรียนของไทย มีอัตราการตายสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เด็ก ๆ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียน วัฒนธรรมและปัญหาทางเศรษฐกิจของบ้านเรา เมื่อเด็กป่วยก็ยังให้ไปโรงเรียน บางครั้งจะพบว่าครูประจำชั้นต้องมีหน้าที่คอยป้อนยาให้เด็กนักเรียนเกือบครึ่งห้อง ซึ่งอาจเป็นผลเสีย เกิดการให้ยาไม่ถูกต้องมากหรือน้อยกว่าขนาดที่ควรได้ หรือได้ยาไม่ครบ และยังทำให้โรคที่เป็นอยู่ติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้บางโรงเรียนยังมีสุขอนามัยที่ไม่ดี มีแก้วน้ำสำหรับเด็กไม่พอเพียง เด็กใช้แก้วน้ำซ้ำกัน เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ในปัจจุบันนี้นิยมห้องเรียนซึ่งติดเครื่องปรับ ทำให้เด็กในห้องนั้นติดหวัด หรือโรคของระบบทางเดินหายใจกันได้ง่าย ๆ

โรคติดเชื้อเหล่านี้ เป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ บางชนิดมีวัคซีนป้องกัน ได้แก่ โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ตับอักเสบชนิดเอ และตับอักเสบชนิดบี หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไทฟอยด์ ไข้สมองอักเสบ (Japanese B Encephalitis Vaccine) ปัจจุบันนี้ยังมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Haemophilus Influenza B Vaccine) หรือ Hib vaccine และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

เด็กในวัยเรียนอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนตามกำหนดอายุครบแล้ว แต่วัคซีนบางชนิดจะต้องกระตุ้นที่อายุ 5 ปีขึ้นไป คือ วัคซีนป้องกัน หัด,หัดเยอรมัน,คางทูม, วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ วัคซีนอีก 2 ชนิดที่เข้ามาใหม่ และเป็นที่นิยมฉีดสำหรับเด็กในเมือง คือ วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสและป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะฉีดชนิดใด เมื่อไร ให้ขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์ที่ดูแลลูกอยู่

2. โรคภูมิแพ้ ในเด็กวัยเรียนโดยเฉพาะเด็กในเมืองพบโรคภูมิแพ้นี้ได้บ่อย เพราะว่าเด็กเหล่านี้ต้องผจญกับมลภาวะทางอากาศ และจากการเลี้ยงดูที่อยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน หรือมีของเล่นที่เป็นขน อยู่ในห้องนอนเป็นต้น โรคที่พบบ่อยคือ โรคหอบหืด (Bronchial asthma) โรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)และโรคผื่นแพ้ทางผิวหนัง (Atopic dermatitis) อุบัติการของโรคภูมิแพ้พบเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศ เพิ่มจาก 14 – 18% เป็น 23% ทีเดียวจากการทดสอบในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ พบว่าสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ส่วนใหญ่ คือ ไรฝุ่นบ้าน, รองลงมาคือ แมลงสาบ, เกสรดอกไม้, เชื้อรา และขนแมว

จะเห็นได้ว่าโรคภูมิแพ้นี้จะป้องกันได้ โดยการลดเหตุอันจะเกิดจากการแพ้ เช่น ใช้ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน ตลอดจนของเล่นที่เป็นขน ไม่ควรให้อยู่ในห้องนอน ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ก็สามารถป้องกันได้ เช่นกัน ทางการแพทย์มียาที่ใช้ในการป้องกันโรคภูมิแพ้หลายชนิด ซึ่งจากการทดลองพบว่าได้ผลดีในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ยาเหล่านี้มีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดพ่นเข้าทางจมูก หรือสูดทางปาก แล้วแต่ว่ากุมารแพทย์ผู้ดูแลจะตัดสินใจเลือกใช้ยาชนิดที่เหมาะกับเด็กคนนั้น

โรคติดเชื้ออื่น ซึ่งไม่มีวัคซีนป้องกัน เช่น คออักเสบ, ทอนซิลอักเสบ,หลอดลม หรือปอดอักเสบ แม้แต่การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เหล่านี้ถึงแม้จะไม่มีวัคซีนป้องกัน เราก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ หรือถ้าเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น ก็จะต้องดูแลเพื่อไม่ให้โรคเป็นหนักขึ้น เลี้ยงดูเด็กให้ถูกสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย รับประทานยาให้ถูกต้อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

พยาธิที่พบว่ามีการติดต่อกันได้ง่าย คือพยาธิเข็มหมุด ซึ่งจะมีอาการที่บอกได้โดยเกือบจะไม่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเลย คือ คันทวารหนัก มักคันกลางคืน เมื่อแหวกดูจะพบพยาธิตัวเล็ก ๆ สีขาว มองเห็นด้วยตาเปล่า ไข่ของพยาธิชนิดนี้จะเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะติดมาบริเวณซอกเล็บ เกิดการติดต่อได้ง่ายระหว่างนักเรียนด้วยกัน โดยเฉพาะพวกที่ชอบเอามือเข้าปาก หรือกัดเล็บ

ในชนบทยังมีการระบาดของพยาธิไส้เดือน และพยาธิปากขอ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเลือดจาง จากการขาดธาตุเหล็ก เราสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ คือ หมั่นล้างมือ ให้สะอาดตัดเล็บให้สั้นและรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น และสวมรองเท้าเป็นประจำ

3. โรคฟันและเหงือก โรคฟันและเหงือกนี้ เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้เสียชีวิต แต่เด็กเกือบทุกคนจะมีปัญหานี้ โดยเฉพาะในชนบท 90% ของเด็กนักเรียน จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากการดูแลสุขภาพฟันที่ไม่ถูกต้อง คนไทยมักให้ลูกอดนมชวดช้า ยังดูดนมจากขวด แม้ว่าจะไปโรงเรียนแล้ว บางคนกลางวันไปโรงเรียนไม่ดูดนมขวด แต่พอกลับบ้านต้องดูดนมขวด ในต่างประเทศหัดเด็กดื่มนมตั้งแต่อายุ 9-10 เดือน โดยให้หัดดื่มจากถ้วยเมื่ออายุ 1 ปี หรือปีเศษเท่านั้น การที่ให้ดูดนมขวดทำให้มีคราบนมจับกับฟัน ทำให้ฟันผุ สังเกตได้ว่าเด็กคนไหนที่ดูดนมกลางคืน จะมีฟันผุทั้งปาก ในกรณีที่จำเป็นต้องให้ดูดนม ทุกครั้งควรให้น้ำตาม เพื่อช่วยล้างคราบนมในปาก ทันตแพทย์จะแนะนำงดให้นมขณะเด็กนอน และให้แปรงฟันหลังอาหาร

โรงเรียนหลายแห่งส่งเสริมให้มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน และสอนการแปรงฟันที่ถูกวิธี นอกจากนี้ยังมีการตรวจฟันทุกปี ช่วยให้เด็กมีสุขภาพเหงือกและฟันดี แต่ในชนบทหรือในบางโรงเรียนไม่มีโอกาสได้ตรวจฟันให้นักเรียน จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลลูก โดยการตรวจฟันอย่างน้อยทุกปี เพื่ออุดฟันที่ผุตั้งแต่เป็นรูเล็ก ๆ หรือขูดหินปูนถ้ามีหินปูนเกาะมาก เพื่อป้องกันเหงือกอักเสบ

ในช่วงอายุ 5-7 ปี ฟันน้ำนมคู่หน้าจะหลุด ถึงแม้ฟันคู่หน้านี้จะหลุดออกเร็วก็ต้องรอจนอายุ 7 ปี หรือใกล้เคียง จึงจะมีฟันแท้งอกออกมา การให้ฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมคือ อายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ขนาด 0.25 มิลลิกรัม ถ้าเกินนี้ให้ 0.5 มิลลิกรัม แต่ถ้าเกิน 5 ปี จึงจะให้ 1 มิลลิกรัมจะช่วยให้ฟันแข็งไม่ผุง่าย รากฟันแข็งแรง แต่ไม่ได้ช่วยให้ฟันขึ้นเร็ว

เด็กที่ใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ ต้องระวังการกลืนยาสีฟัน เพราะในยาสีฟันจะมีฟลูออไรด์ขนาดสูงมากเกินปริมาณฟลูออไรด์ที่ควรได้ในแต่ละวัน ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว ในรายที่แน่ใจว่าจะไม่กลืนยาสีฟันแล้วเท่านั้น

4. ปัญหาโภชนาการ ปัญหาทางโภชนาการนี้ เป็นปัญหาทั้งการเกินและขาดสารอาหาร ส่วนมากในเมืองมักมีปัญหาในการได้อาหารเกินความต้องการ และไม่สมดุล คืออาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันมาก ไม่สมดุลกับอาหารหมู่อื่น ๆ ภาวะโภชนาการเกินนี้ เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ขณะที่ยังเป็นเด็กเมื่อเกิดภาวะโภชนาการเกิน ก็จะทำให้เป็นโรคอ้วน และโรคข้ออักเสบจากการรับน้ำหนักมากได้

ในเด็กอีกพวกหนึ่งจะเป็นโรคขาดสารอาหาร ซึ่งพบได้ทั้งในครอบครัวที่มีฐานะดี และยากจน บางครอบครัวสามารถให้อาหารได้ครบถ้วนทุกหมวดตามความต้องการของร่างกายแต่เด็กไม่ยอมรับ บางคนชอบกินข้าวกับอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว บ้างก็ชอบกินข้าวกับซีอิ้วหรือน้ำปลา ไม่มีการเปลี่ยนอาหาร ดังนั้นการจะได้สารอาหารและวิตามินจากอาหารครบทุกหมู่ก็ไม่ได้รับ กลับทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้

เด็กที่ไม่ชอบรับประทานผักโดยเฉพาะผักใบเขียว หรือเด็กที่มีพยาธิปากขอ จะขาดอาหารประเภทธาตุเหล็ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เด็กพวกนี้จะเฉื่อยชา มีความสนใจน้อยและมีสติปัญญาตลอดจนการเรียนด้วยลงกว่าเด็กปกติ หรือในบางพื้นที่ขาดอาหารทะเล ทำให้ร่างกายขาดธาตุไอโอดีน เกิดโรคคอหอยพอก เป็นต้น ปัจจุบันนี้รัฐบาลป้องกันการเกิดโรคคอหอยพอกโดยการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนขึ้น ทำให้อัตราการเกิดโรคคอหอยพอกลดลง

5. ปัญหาการเรียน พบว่าจำนวนเด็กในวัย 6-7 ปี ที่เข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับ มีถึงร้อยละ 93.7 แต่ในจำนวนนี้จะเรียนถึงชั้นประถม 6 เพียงร้อยละ 80 และในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่เรียนต่อในชั้นมัธยม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ และอีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางสุขภาพ เช่น จากความพิการของร่างกาย เช่น หูตึง ตาบอด ความผิดปกติทางสมอง ตลอดจนโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนสุขภาพ ปัญหาเรื่องการอดอาหารกลางวัน การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม ปัญหาภายในครอบครัว ล้วนมีผลทำให้เด็กขาดสมาธิ ไม่เรียน หรือบางรายปรากฏให้เห็นอาการทางจิต หรือทางกาย-จิต (Psychosomatic disorders) เช่น ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย บางรายมีอาการมากถึงกับชักก็มี

นอกจากนี้บรรยากาศภายในโรงเรียนยังมีผลต่อการเรียนของเด็กด้วย เช่น ห้องเรียนคับแคบ แออัดมากเกินไป ครูขาดประสบการณ์ในการดูแลเด็ก การชี้แนะแนวแก่เด็ก หรือใช้อำนาจมากจนเด็กรับไม่ได้ ทำให้เด็กหนีโรงเรียน โรงเรียนอยู่ในแหล่งอบายมุข และมีสิ่งยั่วยุทางอารมณ์ ทำให้เด็กดีถูกชักจูงให้ประพฤติผิดได้ง่าย

6. อุบัติเหตุ เด็กในวัยเรียน มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในโรงเรียน เช่น หกล้ม, แขนขาแพลง หรือหัก อวัยวะของร่างกายเข้าไปติดขัดกับอะไรที่แคบ ๆ แล้วเอาออกไม่ได้,ตกบันได,จมน้ำในการเรียนว่ายน้ำ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา ซึ่งเกิดรุนแรงจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

อุบัติเหตุบางอย่างสามารถป้องกันได้ ถ้าครูผู้ดูแลมีความเอาใจใส่ ถ้าเกิดเหตุขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีสติให้ดี ใช้การประคบเย็น, พยายามให้ส่วนที่มีอุบัติเหตุเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดก่อนพบแพทย์ และทางโรงเรียนควรต้องมีการฝึกครูในโรงเรียนให้รู้จักวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และวิธีการดูแลเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในโรงเรียน

วัยรุ่น เป็นวัยที่เสี่ยงต่อปัญหาทางสุขภาพจิต พฤติกรรม อุบัติเหตุ และความรุนแรงมากกว่าวัยอื่น โรคภัยที่พบได้บ่อยในวัยนี้ ส่วนหนึ่งจะคล้ายคลึงกับเด็กในวัยเรียน จะมีข้อแตกต่างเพิ่มเติมบ้าง เนื่องจากเด็กวัยนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมนของร่างกาย และการปรับตัวเองกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

1. โรคติดเชื้อ

ในวัยนี้ พบว่าโรคติดเชื้อที่มีวัคซีนป้องกันได้หลายชนิด ต้องการการกระตุ้นเพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ วัคซีนที่จำเป็นต้องให้การกระตุ้นได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ตลอดจนไข้สมองอักเสบ ถ้าขาดการกระตุ้นจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้ได้ง่าย เดิมกระทรวงสาธารสุขได้ประกาศให้ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน หรือคางทูม รับการกระตุ้นที่อายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้หลังจากพบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคเหล่านี้ก่อนกำหนดการฉีดกระตุ้น หรือในเด็กโตที่ไม่ได้รับการฉีดกระตุ้น จึงแนะนำให้ฉีดป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมกระตุ้นที่อายุ 5 ปี

โรคทางระบบทางเดินหายใจ ในเด็กวัยรุ่นจะพบน้อยมาก แต่กลับพบผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดชัดเจน ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้ชำนาญโรคนี้ ก็สามารถควบคุมอาการทำให้ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย จนไม่เป็นผลเสียทางการเรียนได้

แต่ตัวเลขที่น่าตกใจของเด็กวัยนี้ จากการเฝ้าระวังของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 59 ของผู้ป่วยกามโรคทั้งหมดเป็นเยาวชน และ 0.8/1,000 คนของผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 0-24 ปี ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องมีการควบคุมสิ่งยั่วยุทางกามารมย์ให้อยู่ในขอบเขตมากขึ้น และปรับปรุงการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. อุบัติเหตุ

นับว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญที่สุดของวัยนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการจราจร จมน้ำ หรือถูกของมีคม เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในวัยคึกคะนองและประมาท อีกทั้งยังขาดการฝึกฝนให้รู้จักระมัดระวังตัวเอง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ปัญหาการจราจรทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บและพิการมากกว่ากลุ่มที่ตายเสียอีก นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาทำร้ายร่างกายตัวเองและผู้อื่นก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยนี้เช่นกัน

3. ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดองวัยนี้ การที่เด็กหันเข้าหายาเสพติด มีหลายสาเหตุ คือ

- ปัญหาครอบครัว เด็กไม่สามารถพึ่งพาครอบครัวได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น พ่อ - แม่ แยกทางกัน, พ่อแม่มุ่งแต่ทำงานมากเกินไปจนขาดการเอาใจใส่ลูก เด็กมีปัญหาแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ปัญหาการเรียน,ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน, อารมณ์,และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่สามารถปรึกษาพึ่งพาพ่อแม่ได้

- ปัญหาเรื่องการเรียน การเรียนของเด็กวัยนี้ เริ่มยากขึ้นประกอบกับสิ่งแวดล้อมมีสิ่งยั่วยุ ทำให้เด็กวอกแวกกับการเรียน เมื่อการเรียนเริ่มอ่อนลง ประกอบกับมีปัญหาครอบครัวด้วย ทำให้เด็กหันเข้าหายาเสพติด เพราะความเข้าใจผิดว่าเสพยาเสพติดบางชนิดแล้วทำให้ไม่ง่วง ดูหนังสือดึก ๆ ได้ เป็นต้น
- ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและเพื่อน เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากลอง อยากเรียนรู้อยากมีเพื่อน และที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน ทำให้สิ่งเสพติดเข้าหาเด็กวัยนี้ ได้ง่ายกว่าวัยอื่น พ่อ – แม่ และครู ควรใช้ความอดทน รับฟังช่วยชี้แจงด้วยเหตุผล โดยไม่ใช้อารมณ์ ให้เวลากับลูกบ้าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดนี้ได้
จะเห็นว่าปัญหาสุขภาพของเด็กในวัยต่าง ๆ กัน มีลักษณะแตกต่างกันตามปัญหาที่ต้องเผชิญ บางอย่างก็ทำให้เกิดการสูญเสียถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดความพิการ ความด้อยสมรรถนะ การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และการไม่สามารถพัฒนาตัวเองจนเต็มศักยภาพ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่น่าจะป้องกันและหลีกเลี่ยงได้แต่หลายอย่างก็คงเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และพิษภัยจากสิ่งแวดล้อม
พ่อแม่ผู้ปกครอง,ครูอาจารย์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชน ต้องมีส่วนร่วมช่วยป้องกันปัญหายาเสพติด, อุบัติเหตุ และปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ

ความรักเหมือนยาชนิดหนึ่งที่ดีกับหัวใจ

pongponkung @ 13:13

ความรักเหมือนยาชนิดหนึ่งที่ดีกับหัวใจ เพราะอะไรนะเหรอ ?

เพราะทำให้หัวใจเรารักคนเป็น
เพราะทำให้เราไม่ได้ใช้หัวใจแค่หายใจไปวันๆๆ
เพราะทำให้หัวใจเรามีความสุข แล้วกายเราก้อจะสุขไปด้วย
เพราะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีจิตใจดี รู้จักเสียสละ ความรู้สึกดีๆๆให้กับคนที่เรารัก
เพราะทำให้เราไม่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว รักแต่ตัวเองเพราะทำให้หัวใจของเราแข็งแรงยิ่งขึ้น ถ้าเมื่อใดที่คนที่เรารักเค้าบอกเลิกเราไป แล้วเมื่อเรามีความรักแล้วไม่สมหวัง เราก้อจะทำใจได้
แล้วยังมีอีกหลายเหตุผลมากมายเลย

การที่คนเราจะมีความรักในวัยเรียน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การที่มีความรักในวัยเรียน เราก้อต้องคำนึงถึงเรื่องเรียนเป็นที่หนึ่ง แล้วอย่าไปมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนที่จะเรียนจบ เราควรจะรักบนพื้นฐานของความถูกต้องด้วย ไม่ใช่รักแบบไม่ลืมหูลืมตา แล้วคนที่อคติต่อความรัก เราอยากจะบอกว่า หัวใจก้อเหมือนหน้าต่าง ถ้าเราไม่ลองเปิดใจดูบ้าง ซักวันมันก้อจะกลายเป็นหัวใจที่ไร้ประโยชน์ มีหน้าที่แค่ต่อลมหายใจไปวันๆๆโดยไม่ได้รู้สึกดีๆๆอะไรกับใครเลย หน้าต่างถ้าไม่เปิด บ้านก้อจะมืดมน ไม่มีวันเห็นแสงแดด คุณอยากเป็นคนที่มืดมนตลอดชีวิตหรือ?

ความรักมีหลายมุมมอง ใครมีมุมมองดีๆๆมาคุยกะเราได้
สรุป ความรักเป็นเรื่องที่ดี นะ แต่ต้องมีความถูกต้องด้วย ไปล่ะ สวัสดี

ข้อดีของคนโสด

pongponkung @ 13:11

1.ทำอะไรก้อได้ ไม่ต้องเกรงใจว่าแฟนจะดุ
2.อยากกินอะไรก้อได้ ที่อยากกิน ไม่ต้องคำนึงถึงหุ่น ไม่ต้องลดน้ำหนัก เพื่อแฟน
3.อยากไปไหนก้อได้ เที่ยวเขา น้ำตก ทะเล ห้าง โดยไม่ต้องถามความเห็นของใครเลยล
4.ไม่ต้องเปลืองค่าโทรศัพท์
5.ไม่มีปัญหารัก 3 เส้า แน่ๆๆ
6.ได้อยู่กับเพื่อนๆๆและครอบครัวมากกว่าคนที่มีแฟน
7.แต่งตัวอย่างไงก้อได้ ไม่ต้องกลัวว่าแฟนจะไม่ชอบ
8.สามารถมองเห็นความรักได้มากกว่าคนที่มีแฟน เพราะคนที่มีแฟนมักจะมีความรักมาบังตาหรือเรียกว่า ความรักทำให้ตาบอด
9.สามารถคุยกะ ผู้ชายคนอื่นโดยไม่ต้องกลัวใครจะมาเห็น
10.ได้ความเป็นอิสระ
11.ไม่มีปัญหาของการหึงหวง
12.มือ ร่างกายของเราไม่ถูกใครแต๊ะอั๋งอีกด้วย
13.เวลาไปดูหนังก้อสามารถดูเรื่องที่เราชอบได้เลย โดยไม่ต้องเอาใจใคร
14.ไม่ต้องเสียเวลาไปจำวันสำคัญอื่นๆๆเพิ่ม แค่วันเกิดตัวเอง ของพ่อและแม่ เพื่อนๆๆก้อปวดหัวจะตาย ต้องไปจำวันอะไรอีกก้อไม่รุ
ที่สำคัญนะ จะหลีใครๆๆก้อได้ ผู้ชายหล่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ หลีเข้าไป
คิคิ จบจ้า..............................................

‘สีชมพู’ ก็มีใน ‘สีเทา’ ‘รักวัยเรียน’ ‘รักดี’ ก็มีประโยชน์

pongponkung @ 13:09

ห้ามวัยรุ่นมีรักคงห้ามยากแล้ว...แต่รักนี้ก็พอจะมีมุมดี ๆ

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการ Child Watch โครง การติดตามสภาวการณ์เด็กและการศึกษา ระบุว่า...ปัจจุบัน 'รักในวัยเรียน' และ 'เซ็กซ์ในวัยเรียน' แยกออกจากกันไม่ออก ซึ่งสาเหตุหรือต้นตอของสภาวการณ์แบบนี้เกิดจากสิ่งที่เด็กเรียนรู้รับรู้โดยปกติกลับมีแต่สิ่งยั่วยุมากมาย อย่างในสื่อโทรทัศน์...ทุก ๆ 3 ชั่วโมงจะต้องมีฉากยั่วยุประกอบอยู่ และประมาณร้อยละ 70-80 จะต้องมีฉากที่ทำให้คิดได้ว่าตัวละครหญิงชายในเรื่องมีการร่วมประเวณีกัน ตอกย้ำภาพว่าการมีเซ็กซ์เป็นคนละเรื่องกับการแต่งงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่กระตุ้นให้เด็กเกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดการเลียนแบบ และนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา

จากข้อมูลสำรวจ 'ปัญหารักในวัยเรียนกลายเป็นปัญหาใหญ่มาก กว่าคำว่าวิกฤติไปแล้ว' โดยสถิติพบว่ามีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ปี ตั้งครรภ์ถึง 170 คนต่อวัน และมีแนวโน้มว่าจะมี 'แม่วัยทีน' ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของสภาพสังคม

สำหรับทางแก้ก็มีการเสนอไว้ 2 ทางคือ...'แก้ปัญหาจากต้นทาง' จากเสาหลัก 4 ต้นคือ ครอบครัว สื่อ พื้นที่ทางสังคม และการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาต้องเน้นสอนเรื่องการใช้ชีวิตที่ดีให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กมองเห็น การดำเนินชีวิตที่ดี สอดคล้องกับทางแก้ที่ 2 คือรัฐบาลต้องเร่ง 'สร้างเมกะโปรเจคท์ทางสังคม' ขึ้น ซึ่งทุกวันนี้จังหวัดไหนยิ่งรวยชีวิตเด็กยิ่งร้าย เกิดสถานเริงรมย์มากโดยขาดการควบคุมที่ดี

'ในต่างประเทศเขาจะมีวิชาน่าสนใจมาก คือวิชาการสร้างบุคลิกที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องของท่าทาง การแต่งกาย แต่รวมถึงบุคลิกที่ดีในการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งทางออกของปัญหารักในวัยเรียนที่ไม่เหมาะสมนั้นมันน่าจะอยู่ที่การสร้างทัศนคติใหม่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของเขา'...ดร.อมรวิชช์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ถามว่า 'รักวัยเรียนเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมดอย่าง นั้นหรือ' ประเด็นนี้หัวหน้าโครงการ Child Watch บอกว่า...รักในวัยเรียนก็ 'มีมุมที่ดีอยู่' ที่ไม่ควรปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องตามธรรมชาติของวัยรุ่น ซึ่งในหลายพื้นที่แม้เซ็กซ์กับรักจะแยกไม่ออก แต่อีกหลาย ๆ พื้นที่ 'ความ รักก็คือความรัก' เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ ซึ่งถ้าสังคมรักษาสมดุลและความเข้มแข็งของเสาหลัก 4 ต้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังเยียวยา แถมยังจะสามารถใช้ประโยชน์จากความรักในวัยนี้ได้อีกด้วย

'ความรักที่เกิดขึ้นหากอยู่ในความพอดีก็สร้างเรื่องดี ๆ ให้กับเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต แต่จุดสำคัญคือต้องสอนให้เด็ก มองโลกและใช้ชีวิตให้เป็น สอนให้รู้จักทั้งมุมที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งนอกจากจะได้ใช้ประโยชน์จากความรักแล้ว ความรักยังทำให้เด็กใช้ชีวิตเป็นอีกด้วย ถ้าทำได้เรื่องความรักในวัยเรียนก็จะเป็นโลกสีชมพูของเด็กที่ไม่มีพิษภัย'...ดร.อมรวิชช์ระบุ

กับเรื่อง 'รักวัยเรียน' นี้...ในมุมของจิตวิทยา น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกว่า...ในอดีตสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว มีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิด การติดต่อสื่อสารกันของเด็กต่างครอบครัวจนเกิดความสัมพันธ์ที่จะพัฒนาไปในเชิงความรักหนุ่มสาวก็พัฒนาได้ยาก

แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางสังคมอ่อนแอ ครอบครัวไม่เข้มแข็ง บางครอบครัวเด็กย้ายออกมาอยู่หอพักเพียงลำพัง การติดต่อสื่อสารก็สะดวกขึ้น จึงอาจเป็นช่องว่างให้ทำอะไรตามใจตัวเองได้มากขึ้น

'เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์หนุ่มสาวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีเพศ สัมพันธ์ที่ไวขึ้น'

อย่างไรก็ดี น.พ.ทวีศิลป์ชี้ว่า...ผู้ใหญ่เองควรรู้สึกยินดีที่ลูกชายหรือลูกสาวของตนเกิดพัฒนาการทางจิตวิทยาในระดับนี้ เพราะ 'ความรักเป็นพัฒนา การอีกด้านหนึ่งของชีวิต' เป็นเรื่องที่ทุกคนควรมี ซึ่งไม่ควรปิดกั้น เพียงแต่ 'ต้องพยายามสร้างขอบเขตเพื่อให้อยู่ในกรอบที่ดี'

น.พ.ทวีศิลป์แนะนำว่า...เมื่อห้ามไม่ให้รักไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็ควรจะคอยดูแล แต่ไม่กีดขวางจนเกินไป ต้องพยายามใช้เหตุผลที่ดีแนะนำมากกว่า ซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาที่เด็กซึ่งเกิดความรักจะมีความอยากใกล้ชิดกัน แต่ความใกล้ชิดไม่ได้จำเพาะไปที่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ อาจเป็นเพียงแค่อยากเห็นหน้า อยาก พูดคุยกันเท่านั้น

'การดูแลให้อยู่ในกรอบที่พอดี หรือจัดให้เด็กวัยรุ่นเจอกันผ่านทางช่องทางกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ก็น่าจะเป็นทางออกให้กับการสกัดกั้นปัญหา เซ็กซ์ในวัยศึกษาที่พัฒนามาจากรักในวัยเรียนได้ ซึ่งความรักนั้น...หากเป็นรักดีก็จะช่วยให้คนที่ไม่ดีเข้าสู่ระบบที่ดีได้ เช่นบางคนไม่ชอบเรียน แต่อยากเข้าห้องเรียนเพราะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนที่รัก นี่ก็ถือว่าเป็นส่วนดี ๆ ที่เกิดจากความรักในวัยเรียน'...ก็เป็นอีกมุมของ 'รักวัยเรียน'ในแง่ดี...

จะอย่างไร 'ความรัก' ก็เป็นอารมณ์อันงดงามของมนุษย์ ขอเพียง 'รักให้ดี-รักให้เป็น' ก็จะไม่สร้างปัญหาใด ๆ และแม้แต่ 'รักในวัยเรียน' ก็ทำให้มีประโยชน์ได้ .

กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี