จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

ความสดใส.........ในวัยเรียน.

กรุ: กันยายน 2007

20/09/2007 GMT 1

ริรัก

pongponkung @ 14:26

ซ่าส์ไม่หวั่น

ร่วมแสดงความฝันของเด็กไทย

pongponkung @ 13:32

วัยเรียน (อายุ 5 – 12 ปี)

ปัญหาทางสุขภาพ เป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองทั้งหลายให้ความเอาใจใส่ต่อลูก ไม่แพ้ทางด้านการพัฒนาการ จะขอแยกปัญหาต่าง ๆ ทางสุขภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายดังนี้

1. โรคติดเชื้อ พบว่าเด็กในวัยเรียนของไทย มีอัตราการตายสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เด็ก ๆ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียน วัฒนธรรมและปัญหาทางเศรษฐกิจของบ้านเรา เมื่อเด็กป่วยก็ยังให้ไปโรงเรียน บางครั้งจะพบว่าครูประจำชั้นต้องมีหน้าที่คอยป้อนยาให้เด็กนักเรียนเกือบครึ่งห้อง ซึ่งอาจเป็นผลเสีย เกิดการให้ยาไม่ถูกต้องมากหรือน้อยกว่าขนาดที่ควรได้ หรือได้ยาไม่ครบ และยังทำให้โรคที่เป็นอยู่ติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้บางโรงเรียนยังมีสุขอนามัยที่ไม่ดี มีแก้วน้ำสำหรับเด็กไม่พอเพียง เด็กใช้แก้วน้ำซ้ำกัน เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ในปัจจุบันนี้นิยมห้องเรียนซึ่งติดเครื่องปรับ ทำให้เด็กในห้องนั้นติดหวัด หรือโรคของระบบทางเดินหายใจกันได้ง่าย ๆ

โรคติดเชื้อเหล่านี้ เป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ บางชนิดมีวัคซีนป้องกัน ได้แก่ โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ตับอักเสบชนิดเอ และตับอักเสบชนิดบี หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไทฟอยด์ ไข้สมองอักเสบ (Japanese B Encephalitis Vaccine) ปัจจุบันนี้ยังมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Haemophilus Influenza B Vaccine) หรือ Hib vaccine และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

เด็กในวัยเรียนอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนตามกำหนดอายุครบแล้ว แต่วัคซีนบางชนิดจะต้องกระตุ้นที่อายุ 5 ปีขึ้นไป คือ วัคซีนป้องกัน หัด,หัดเยอรมัน,คางทูม, วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ วัคซีนอีก 2 ชนิดที่เข้ามาใหม่ และเป็นที่นิยมฉีดสำหรับเด็กในเมือง คือ วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสและป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะฉีดชนิดใด เมื่อไร ให้ขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์ที่ดูแลลูกอยู่

2. โรคภูมิแพ้ ในเด็กวัยเรียนโดยเฉพาะเด็กในเมืองพบโรคภูมิแพ้นี้ได้บ่อย เพราะว่าเด็กเหล่านี้ต้องผจญกับมลภาวะทางอากาศ และจากการเลี้ยงดูที่อยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน หรือมีของเล่นที่เป็นขน อยู่ในห้องนอนเป็นต้น โรคที่พบบ่อยคือ โรคหอบหืด (Bronchial asthma) โรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)และโรคผื่นแพ้ทางผิวหนัง (Atopic dermatitis) อุบัติการของโรคภูมิแพ้พบเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศ เพิ่มจาก 14 – 18% เป็น 23% ทีเดียวจากการทดสอบในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ พบว่าสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ส่วนใหญ่ คือ ไรฝุ่นบ้าน, รองลงมาคือ แมลงสาบ, เกสรดอกไม้, เชื้อรา และขนแมว

จะเห็นได้ว่าโรคภูมิแพ้นี้จะป้องกันได้ โดยการลดเหตุอันจะเกิดจากการแพ้ เช่น ใช้ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน ตลอดจนของเล่นที่เป็นขน ไม่ควรให้อยู่ในห้องนอน ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ก็สามารถป้องกันได้ เช่นกัน ทางการแพทย์มียาที่ใช้ในการป้องกันโรคภูมิแพ้หลายชนิด ซึ่งจากการทดลองพบว่าได้ผลดีในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ยาเหล่านี้มีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดพ่นเข้าทางจมูก หรือสูดทางปาก แล้วแต่ว่ากุมารแพทย์ผู้ดูแลจะตัดสินใจเลือกใช้ยาชนิดที่เหมาะกับเด็กคนนั้น

โรคติดเชื้ออื่น ซึ่งไม่มีวัคซีนป้องกัน เช่น คออักเสบ, ทอนซิลอักเสบ,หลอดลม หรือปอดอักเสบ แม้แต่การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เหล่านี้ถึงแม้จะไม่มีวัคซีนป้องกัน เราก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ หรือถ้าเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น ก็จะต้องดูแลเพื่อไม่ให้โรคเป็นหนักขึ้น เลี้ยงดูเด็กให้ถูกสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย รับประทานยาให้ถูกต้อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

พยาธิที่พบว่ามีการติดต่อกันได้ง่าย คือพยาธิเข็มหมุด ซึ่งจะมีอาการที่บอกได้โดยเกือบจะไม่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเลย คือ คันทวารหนัก มักคันกลางคืน เมื่อแหวกดูจะพบพยาธิตัวเล็ก ๆ สีขาว มองเห็นด้วยตาเปล่า ไข่ของพยาธิชนิดนี้จะเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะติดมาบริเวณซอกเล็บ เกิดการติดต่อได้ง่ายระหว่างนักเรียนด้วยกัน โดยเฉพาะพวกที่ชอบเอามือเข้าปาก หรือกัดเล็บ

ในชนบทยังมีการระบาดของพยาธิไส้เดือน และพยาธิปากขอ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเลือดจาง จากการขาดธาตุเหล็ก เราสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ คือ หมั่นล้างมือ ให้สะอาดตัดเล็บให้สั้นและรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น และสวมรองเท้าเป็นประจำ

3. โรคฟันและเหงือก โรคฟันและเหงือกนี้ เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้เสียชีวิต แต่เด็กเกือบทุกคนจะมีปัญหานี้ โดยเฉพาะในชนบท 90% ของเด็กนักเรียน จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากการดูแลสุขภาพฟันที่ไม่ถูกต้อง คนไทยมักให้ลูกอดนมชวดช้า ยังดูดนมจากขวด แม้ว่าจะไปโรงเรียนแล้ว บางคนกลางวันไปโรงเรียนไม่ดูดนมขวด แต่พอกลับบ้านต้องดูดนมขวด ในต่างประเทศหัดเด็กดื่มนมตั้งแต่อายุ 9-10 เดือน โดยให้หัดดื่มจากถ้วยเมื่ออายุ 1 ปี หรือปีเศษเท่านั้น การที่ให้ดูดนมขวดทำให้มีคราบนมจับกับฟัน ทำให้ฟันผุ สังเกตได้ว่าเด็กคนไหนที่ดูดนมกลางคืน จะมีฟันผุทั้งปาก ในกรณีที่จำเป็นต้องให้ดูดนม ทุกครั้งควรให้น้ำตาม เพื่อช่วยล้างคราบนมในปาก ทันตแพทย์จะแนะนำงดให้นมขณะเด็กนอน และให้แปรงฟันหลังอาหาร

โรงเรียนหลายแห่งส่งเสริมให้มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน และสอนการแปรงฟันที่ถูกวิธี นอกจากนี้ยังมีการตรวจฟันทุกปี ช่วยให้เด็กมีสุขภาพเหงือกและฟันดี แต่ในชนบทหรือในบางโรงเรียนไม่มีโอกาสได้ตรวจฟันให้นักเรียน จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลลูก โดยการตรวจฟันอย่างน้อยทุกปี เพื่ออุดฟันที่ผุตั้งแต่เป็นรูเล็ก ๆ หรือขูดหินปูนถ้ามีหินปูนเกาะมาก เพื่อป้องกันเหงือกอักเสบ

ในช่วงอายุ 5-7 ปี ฟันน้ำนมคู่หน้าจะหลุด ถึงแม้ฟันคู่หน้านี้จะหลุดออกเร็วก็ต้องรอจนอายุ 7 ปี หรือใกล้เคียง จึงจะมีฟันแท้งอกออกมา การให้ฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมคือ อายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ขนาด 0.25 มิลลิกรัม ถ้าเกินนี้ให้ 0.5 มิลลิกรัม แต่ถ้าเกิน 5 ปี จึงจะให้ 1 มิลลิกรัมจะช่วยให้ฟันแข็งไม่ผุง่าย รากฟันแข็งแรง แต่ไม่ได้ช่วยให้ฟันขึ้นเร็ว

เด็กที่ใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ ต้องระวังการกลืนยาสีฟัน เพราะในยาสีฟันจะมีฟลูออไรด์ขนาดสูงมากเกินปริมาณฟลูออไรด์ที่ควรได้ในแต่ละวัน ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว ในรายที่แน่ใจว่าจะไม่กลืนยาสีฟันแล้วเท่านั้น

4. ปัญหาโภชนาการ ปัญหาทางโภชนาการนี้ เป็นปัญหาทั้งการเกินและขาดสารอาหาร ส่วนมากในเมืองมักมีปัญหาในการได้อาหารเกินความต้องการ และไม่สมดุล คืออาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันมาก ไม่สมดุลกับอาหารหมู่อื่น ๆ ภาวะโภชนาการเกินนี้ เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ขณะที่ยังเป็นเด็กเมื่อเกิดภาวะโภชนาการเกิน ก็จะทำให้เป็นโรคอ้วน และโรคข้ออักเสบจากการรับน้ำหนักมากได้

ในเด็กอีกพวกหนึ่งจะเป็นโรคขาดสารอาหาร ซึ่งพบได้ทั้งในครอบครัวที่มีฐานะดี และยากจน บางครอบครัวสามารถให้อาหารได้ครบถ้วนทุกหมวดตามความต้องการของร่างกายแต่เด็กไม่ยอมรับ บางคนชอบกินข้าวกับอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว บ้างก็ชอบกินข้าวกับซีอิ้วหรือน้ำปลา ไม่มีการเปลี่ยนอาหาร ดังนั้นการจะได้สารอาหารและวิตามินจากอาหารครบทุกหมู่ก็ไม่ได้รับ กลับทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้

เด็กที่ไม่ชอบรับประทานผักโดยเฉพาะผักใบเขียว หรือเด็กที่มีพยาธิปากขอ จะขาดอาหารประเภทธาตุเหล็ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เด็กพวกนี้จะเฉื่อยชา มีความสนใจน้อยและมีสติปัญญาตลอดจนการเรียนด้วยลงกว่าเด็กปกติ หรือในบางพื้นที่ขาดอาหารทะเล ทำให้ร่างกายขาดธาตุไอโอดีน เกิดโรคคอหอยพอก เป็นต้น ปัจจุบันนี้รัฐบาลป้องกันการเกิดโรคคอหอยพอกโดยการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนขึ้น ทำให้อัตราการเกิดโรคคอหอยพอกลดลง

5. ปัญหาการเรียน พบว่าจำนวนเด็กในวัย 6-7 ปี ที่เข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับ มีถึงร้อยละ 93.7 แต่ในจำนวนนี้จะเรียนถึงชั้นประถม 6 เพียงร้อยละ 80 และในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่เรียนต่อในชั้นมัธยม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ และอีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางสุขภาพ เช่น จากความพิการของร่างกาย เช่น หูตึง ตาบอด ความผิดปกติทางสมอง ตลอดจนโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนสุขภาพ ปัญหาเรื่องการอดอาหารกลางวัน การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม ปัญหาภายในครอบครัว ล้วนมีผลทำให้เด็กขาดสมาธิ ไม่เรียน หรือบางรายปรากฏให้เห็นอาการทางจิต หรือทางกาย-จิต (Psychosomatic disorders) เช่น ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย บางรายมีอาการมากถึงกับชักก็มี

นอกจากนี้บรรยากาศภายในโรงเรียนยังมีผลต่อการเรียนของเด็กด้วย เช่น ห้องเรียนคับแคบ แออัดมากเกินไป ครูขาดประสบการณ์ในการดูแลเด็ก การชี้แนะแนวแก่เด็ก หรือใช้อำนาจมากจนเด็กรับไม่ได้ ทำให้เด็กหนีโรงเรียน โรงเรียนอยู่ในแหล่งอบายมุข และมีสิ่งยั่วยุทางอารมณ์ ทำให้เด็กดีถูกชักจูงให้ประพฤติผิดได้ง่าย

6. อุบัติเหตุ เด็กในวัยเรียน มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในโรงเรียน เช่น หกล้ม, แขนขาแพลง หรือหัก อวัยวะของร่างกายเข้าไปติดขัดกับอะไรที่แคบ ๆ แล้วเอาออกไม่ได้,ตกบันได,จมน้ำในการเรียนว่ายน้ำ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา ซึ่งเกิดรุนแรงจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

อุบัติเหตุบางอย่างสามารถป้องกันได้ ถ้าครูผู้ดูแลมีความเอาใจใส่ ถ้าเกิดเหตุขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีสติให้ดี ใช้การประคบเย็น, พยายามให้ส่วนที่มีอุบัติเหตุเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดก่อนพบแพทย์ และทางโรงเรียนควรต้องมีการฝึกครูในโรงเรียนให้รู้จักวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และวิธีการดูแลเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในโรงเรียน

วัยรุ่น เป็นวัยที่เสี่ยงต่อปัญหาทางสุขภาพจิต พฤติกรรม อุบัติเหตุ และความรุนแรงมากกว่าวัยอื่น โรคภัยที่พบได้บ่อยในวัยนี้ ส่วนหนึ่งจะคล้ายคลึงกับเด็กในวัยเรียน จะมีข้อแตกต่างเพิ่มเติมบ้าง เนื่องจากเด็กวัยนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมนของร่างกาย และการปรับตัวเองกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

1. โรคติดเชื้อ

ในวัยนี้ พบว่าโรคติดเชื้อที่มีวัคซีนป้องกันได้หลายชนิด ต้องการการกระตุ้นเพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ วัคซีนที่จำเป็นต้องให้การกระตุ้นได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ตลอดจนไข้สมองอักเสบ ถ้าขาดการกระตุ้นจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้ได้ง่าย เดิมกระทรวงสาธารสุขได้ประกาศให้ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน หรือคางทูม รับการกระตุ้นที่อายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้หลังจากพบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคเหล่านี้ก่อนกำหนดการฉีดกระตุ้น หรือในเด็กโตที่ไม่ได้รับการฉีดกระตุ้น จึงแนะนำให้ฉีดป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมกระตุ้นที่อายุ 5 ปี

โรคทางระบบทางเดินหายใจ ในเด็กวัยรุ่นจะพบน้อยมาก แต่กลับพบผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดชัดเจน ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้ชำนาญโรคนี้ ก็สามารถควบคุมอาการทำให้ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย จนไม่เป็นผลเสียทางการเรียนได้

แต่ตัวเลขที่น่าตกใจของเด็กวัยนี้ จากการเฝ้าระวังของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 59 ของผู้ป่วยกามโรคทั้งหมดเป็นเยาวชน และ 0.8/1,000 คนของผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 0-24 ปี ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องมีการควบคุมสิ่งยั่วยุทางกามารมย์ให้อยู่ในขอบเขตมากขึ้น และปรับปรุงการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. อุบัติเหตุ

นับว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญที่สุดของวัยนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการจราจร จมน้ำ หรือถูกของมีคม เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในวัยคึกคะนองและประมาท อีกทั้งยังขาดการฝึกฝนให้รู้จักระมัดระวังตัวเอง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ปัญหาการจราจรทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บและพิการมากกว่ากลุ่มที่ตายเสียอีก นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาทำร้ายร่างกายตัวเองและผู้อื่นก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยนี้เช่นกัน

3. ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดองวัยนี้ การที่เด็กหันเข้าหายาเสพติด มีหลายสาเหตุ คือ

- ปัญหาครอบครัว เด็กไม่สามารถพึ่งพาครอบครัวได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น พ่อ - แม่ แยกทางกัน, พ่อแม่มุ่งแต่ทำงานมากเกินไปจนขาดการเอาใจใส่ลูก เด็กมีปัญหาแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ปัญหาการเรียน,ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน, อารมณ์,และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่สามารถปรึกษาพึ่งพาพ่อแม่ได้

- ปัญหาเรื่องการเรียน การเรียนของเด็กวัยนี้ เริ่มยากขึ้นประกอบกับสิ่งแวดล้อมมีสิ่งยั่วยุ ทำให้เด็กวอกแวกกับการเรียน เมื่อการเรียนเริ่มอ่อนลง ประกอบกับมีปัญหาครอบครัวด้วย ทำให้เด็กหันเข้าหายาเสพติด เพราะความเข้าใจผิดว่าเสพยาเสพติดบางชนิดแล้วทำให้ไม่ง่วง ดูหนังสือดึก ๆ ได้ เป็นต้น
- ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและเพื่อน เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากลอง อยากเรียนรู้อยากมีเพื่อน และที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน ทำให้สิ่งเสพติดเข้าหาเด็กวัยนี้ ได้ง่ายกว่าวัยอื่น พ่อ – แม่ และครู ควรใช้ความอดทน รับฟังช่วยชี้แจงด้วยเหตุผล โดยไม่ใช้อารมณ์ ให้เวลากับลูกบ้าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดนี้ได้
จะเห็นว่าปัญหาสุขภาพของเด็กในวัยต่าง ๆ กัน มีลักษณะแตกต่างกันตามปัญหาที่ต้องเผชิญ บางอย่างก็ทำให้เกิดการสูญเสียถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดความพิการ ความด้อยสมรรถนะ การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และการไม่สามารถพัฒนาตัวเองจนเต็มศักยภาพ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่น่าจะป้องกันและหลีกเลี่ยงได้แต่หลายอย่างก็คงเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และพิษภัยจากสิ่งแวดล้อม
พ่อแม่ผู้ปกครอง,ครูอาจารย์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชน ต้องมีส่วนร่วมช่วยป้องกันปัญหายาเสพติด, อุบัติเหตุ และปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ

ความรักเหมือนยาชนิดหนึ่งที่ดีกับหัวใจ

pongponkung @ 13:13

ความรักเหมือนยาชนิดหนึ่งที่ดีกับหัวใจ เพราะอะไรนะเหรอ ?

เพราะทำให้หัวใจเรารักคนเป็น
เพราะทำให้เราไม่ได้ใช้หัวใจแค่หายใจไปวันๆๆ
เพราะทำให้หัวใจเรามีความสุข แล้วกายเราก้อจะสุขไปด้วย
เพราะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีจิตใจดี รู้จักเสียสละ ความรู้สึกดีๆๆให้กับคนที่เรารัก
เพราะทำให้เราไม่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว รักแต่ตัวเองเพราะทำให้หัวใจของเราแข็งแรงยิ่งขึ้น ถ้าเมื่อใดที่คนที่เรารักเค้าบอกเลิกเราไป แล้วเมื่อเรามีความรักแล้วไม่สมหวัง เราก้อจะทำใจได้
แล้วยังมีอีกหลายเหตุผลมากมายเลย

การที่คนเราจะมีความรักในวัยเรียน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การที่มีความรักในวัยเรียน เราก้อต้องคำนึงถึงเรื่องเรียนเป็นที่หนึ่ง แล้วอย่าไปมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนที่จะเรียนจบ เราควรจะรักบนพื้นฐานของความถูกต้องด้วย ไม่ใช่รักแบบไม่ลืมหูลืมตา แล้วคนที่อคติต่อความรัก เราอยากจะบอกว่า หัวใจก้อเหมือนหน้าต่าง ถ้าเราไม่ลองเปิดใจดูบ้าง ซักวันมันก้อจะกลายเป็นหัวใจที่ไร้ประโยชน์ มีหน้าที่แค่ต่อลมหายใจไปวันๆๆโดยไม่ได้รู้สึกดีๆๆอะไรกับใครเลย หน้าต่างถ้าไม่เปิด บ้านก้อจะมืดมน ไม่มีวันเห็นแสงแดด คุณอยากเป็นคนที่มืดมนตลอดชีวิตหรือ?

ความรักมีหลายมุมมอง ใครมีมุมมองดีๆๆมาคุยกะเราได้
สรุป ความรักเป็นเรื่องที่ดี นะ แต่ต้องมีความถูกต้องด้วย ไปล่ะ สวัสดี

ข้อดีของคนโสด

pongponkung @ 13:11

1.ทำอะไรก้อได้ ไม่ต้องเกรงใจว่าแฟนจะดุ
2.อยากกินอะไรก้อได้ ที่อยากกิน ไม่ต้องคำนึงถึงหุ่น ไม่ต้องลดน้ำหนัก เพื่อแฟน
3.อยากไปไหนก้อได้ เที่ยวเขา น้ำตก ทะเล ห้าง โดยไม่ต้องถามความเห็นของใครเลยล
4.ไม่ต้องเปลืองค่าโทรศัพท์
5.ไม่มีปัญหารัก 3 เส้า แน่ๆๆ
6.ได้อยู่กับเพื่อนๆๆและครอบครัวมากกว่าคนที่มีแฟน
7.แต่งตัวอย่างไงก้อได้ ไม่ต้องกลัวว่าแฟนจะไม่ชอบ
8.สามารถมองเห็นความรักได้มากกว่าคนที่มีแฟน เพราะคนที่มีแฟนมักจะมีความรักมาบังตาหรือเรียกว่า ความรักทำให้ตาบอด
9.สามารถคุยกะ ผู้ชายคนอื่นโดยไม่ต้องกลัวใครจะมาเห็น
10.ได้ความเป็นอิสระ
11.ไม่มีปัญหาของการหึงหวง
12.มือ ร่างกายของเราไม่ถูกใครแต๊ะอั๋งอีกด้วย
13.เวลาไปดูหนังก้อสามารถดูเรื่องที่เราชอบได้เลย โดยไม่ต้องเอาใจใคร
14.ไม่ต้องเสียเวลาไปจำวันสำคัญอื่นๆๆเพิ่ม แค่วันเกิดตัวเอง ของพ่อและแม่ เพื่อนๆๆก้อปวดหัวจะตาย ต้องไปจำวันอะไรอีกก้อไม่รุ
ที่สำคัญนะ จะหลีใครๆๆก้อได้ ผู้ชายหล่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ หลีเข้าไป
คิคิ จบจ้า..............................................

‘สีชมพู’ ก็มีใน ‘สีเทา’ ‘รักวัยเรียน’ ‘รักดี’ ก็มีประโยชน์

pongponkung @ 13:09

ห้ามวัยรุ่นมีรักคงห้ามยากแล้ว...แต่รักนี้ก็พอจะมีมุมดี ๆ

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการ Child Watch โครง การติดตามสภาวการณ์เด็กและการศึกษา ระบุว่า...ปัจจุบัน 'รักในวัยเรียน' และ 'เซ็กซ์ในวัยเรียน' แยกออกจากกันไม่ออก ซึ่งสาเหตุหรือต้นตอของสภาวการณ์แบบนี้เกิดจากสิ่งที่เด็กเรียนรู้รับรู้โดยปกติกลับมีแต่สิ่งยั่วยุมากมาย อย่างในสื่อโทรทัศน์...ทุก ๆ 3 ชั่วโมงจะต้องมีฉากยั่วยุประกอบอยู่ และประมาณร้อยละ 70-80 จะต้องมีฉากที่ทำให้คิดได้ว่าตัวละครหญิงชายในเรื่องมีการร่วมประเวณีกัน ตอกย้ำภาพว่าการมีเซ็กซ์เป็นคนละเรื่องกับการแต่งงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่กระตุ้นให้เด็กเกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดการเลียนแบบ และนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา

จากข้อมูลสำรวจ 'ปัญหารักในวัยเรียนกลายเป็นปัญหาใหญ่มาก กว่าคำว่าวิกฤติไปแล้ว' โดยสถิติพบว่ามีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ปี ตั้งครรภ์ถึง 170 คนต่อวัน และมีแนวโน้มว่าจะมี 'แม่วัยทีน' ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของสภาพสังคม

สำหรับทางแก้ก็มีการเสนอไว้ 2 ทางคือ...'แก้ปัญหาจากต้นทาง' จากเสาหลัก 4 ต้นคือ ครอบครัว สื่อ พื้นที่ทางสังคม และการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาต้องเน้นสอนเรื่องการใช้ชีวิตที่ดีให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กมองเห็น การดำเนินชีวิตที่ดี สอดคล้องกับทางแก้ที่ 2 คือรัฐบาลต้องเร่ง 'สร้างเมกะโปรเจคท์ทางสังคม' ขึ้น ซึ่งทุกวันนี้จังหวัดไหนยิ่งรวยชีวิตเด็กยิ่งร้าย เกิดสถานเริงรมย์มากโดยขาดการควบคุมที่ดี

'ในต่างประเทศเขาจะมีวิชาน่าสนใจมาก คือวิชาการสร้างบุคลิกที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องของท่าทาง การแต่งกาย แต่รวมถึงบุคลิกที่ดีในการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งทางออกของปัญหารักในวัยเรียนที่ไม่เหมาะสมนั้นมันน่าจะอยู่ที่การสร้างทัศนคติใหม่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของเขา'...ดร.อมรวิชช์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ถามว่า 'รักวัยเรียนเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมดอย่าง นั้นหรือ' ประเด็นนี้หัวหน้าโครงการ Child Watch บอกว่า...รักในวัยเรียนก็ 'มีมุมที่ดีอยู่' ที่ไม่ควรปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องตามธรรมชาติของวัยรุ่น ซึ่งในหลายพื้นที่แม้เซ็กซ์กับรักจะแยกไม่ออก แต่อีกหลาย ๆ พื้นที่ 'ความ รักก็คือความรัก' เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ ซึ่งถ้าสังคมรักษาสมดุลและความเข้มแข็งของเสาหลัก 4 ต้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังเยียวยา แถมยังจะสามารถใช้ประโยชน์จากความรักในวัยนี้ได้อีกด้วย

'ความรักที่เกิดขึ้นหากอยู่ในความพอดีก็สร้างเรื่องดี ๆ ให้กับเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต แต่จุดสำคัญคือต้องสอนให้เด็ก มองโลกและใช้ชีวิตให้เป็น สอนให้รู้จักทั้งมุมที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งนอกจากจะได้ใช้ประโยชน์จากความรักแล้ว ความรักยังทำให้เด็กใช้ชีวิตเป็นอีกด้วย ถ้าทำได้เรื่องความรักในวัยเรียนก็จะเป็นโลกสีชมพูของเด็กที่ไม่มีพิษภัย'...ดร.อมรวิชช์ระบุ

กับเรื่อง 'รักวัยเรียน' นี้...ในมุมของจิตวิทยา น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกว่า...ในอดีตสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว มีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิด การติดต่อสื่อสารกันของเด็กต่างครอบครัวจนเกิดความสัมพันธ์ที่จะพัฒนาไปในเชิงความรักหนุ่มสาวก็พัฒนาได้ยาก

แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางสังคมอ่อนแอ ครอบครัวไม่เข้มแข็ง บางครอบครัวเด็กย้ายออกมาอยู่หอพักเพียงลำพัง การติดต่อสื่อสารก็สะดวกขึ้น จึงอาจเป็นช่องว่างให้ทำอะไรตามใจตัวเองได้มากขึ้น

'เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์หนุ่มสาวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีเพศ สัมพันธ์ที่ไวขึ้น'

อย่างไรก็ดี น.พ.ทวีศิลป์ชี้ว่า...ผู้ใหญ่เองควรรู้สึกยินดีที่ลูกชายหรือลูกสาวของตนเกิดพัฒนาการทางจิตวิทยาในระดับนี้ เพราะ 'ความรักเป็นพัฒนา การอีกด้านหนึ่งของชีวิต' เป็นเรื่องที่ทุกคนควรมี ซึ่งไม่ควรปิดกั้น เพียงแต่ 'ต้องพยายามสร้างขอบเขตเพื่อให้อยู่ในกรอบที่ดี'

น.พ.ทวีศิลป์แนะนำว่า...เมื่อห้ามไม่ให้รักไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็ควรจะคอยดูแล แต่ไม่กีดขวางจนเกินไป ต้องพยายามใช้เหตุผลที่ดีแนะนำมากกว่า ซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาที่เด็กซึ่งเกิดความรักจะมีความอยากใกล้ชิดกัน แต่ความใกล้ชิดไม่ได้จำเพาะไปที่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ อาจเป็นเพียงแค่อยากเห็นหน้า อยาก พูดคุยกันเท่านั้น

'การดูแลให้อยู่ในกรอบที่พอดี หรือจัดให้เด็กวัยรุ่นเจอกันผ่านทางช่องทางกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ก็น่าจะเป็นทางออกให้กับการสกัดกั้นปัญหา เซ็กซ์ในวัยศึกษาที่พัฒนามาจากรักในวัยเรียนได้ ซึ่งความรักนั้น...หากเป็นรักดีก็จะช่วยให้คนที่ไม่ดีเข้าสู่ระบบที่ดีได้ เช่นบางคนไม่ชอบเรียน แต่อยากเข้าห้องเรียนเพราะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนที่รัก นี่ก็ถือว่าเป็นส่วนดี ๆ ที่เกิดจากความรักในวัยเรียน'...ก็เป็นอีกมุมของ 'รักวัยเรียน'ในแง่ดี...

จะอย่างไร 'ความรัก' ก็เป็นอารมณ์อันงดงามของมนุษย์ ขอเพียง 'รักให้ดี-รักให้เป็น' ก็จะไม่สร้างปัญหาใด ๆ และแม้แต่ 'รักในวัยเรียน' ก็ทำให้มีประโยชน์ได้ .

ความรักในวัยเรียน

pongponkung @ 12:57

การมีความรักถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเรารู้จักที่จะแยกแยะว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ โดยเฉพาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่มีความรักในวัยเรียน การมีความรักในวัยเรียนถือว่าไม่ผิด แต่ควรมีในกรอบที่ดี ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ความรักไม่ใช่แฟชั่นที่สามารถนำมาเป็นเรื่องสนุกๆ ยิ่งกับวัยรุ่นเห็นเพื่อนมีแฟน อยากมีแฟนบ้าง เพราะถือว่าใครไม่มีแฟนถือว่าเชย ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ผิดๆ สำหรับบางคนความรักเป็นเหมือนกำลังใจที่จะผลักดันให้สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ให้สำเร็จ เป็นการส่งเสริมกันและกัน และช่วยกันจนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกัน แต่บางคนก็พากันออกนอกสู่นอกทาง จนเกิดเป็นปัญหาสังคม เช่น การชิงสุกก่อนห่าม การตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม เพราะคิดเพียงแค่ความสนุกชั่วครู่ แต่ผลที่ตามมานั้นอาจมีความรุนแรงและส่งผลกระทบกับตัวเขาเอง ครอบครัวและสังคมอย่างมาก ดังนั้นครอบครัวต้องมีการดูแลบุตรหลานให้ดี ไม่ควรปล่อยปละละเลย ควรให้ความรักความอบอุ่น พ่อแม่บางคนไม่มีเวลา จนทำให้ลูกต้องหันเข้าหาแฟน เพื่อเป็นการลบปมด้อยที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ จนเห็นแฟนมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับลูกให้มากเพื่อไม่ให้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้น

19/09/2007 GMT 1

ริรักในวัยเรียน

pongponkung @ 07:52

วิญญาณคุณครูเข้าสิงวันหยุดค่ะ วันนี้ออกไปซื้อเที่ยงกินเห็นนิสิตชายหญิง (รวมทั้งลูกศิษย์ตัวเอง) มานั่งกินข้าวกันเป็นคู่ๆ ประมาณแฟนนั่นแหละค่ะ ทีแรกก็ไม่นึกอะไร แต่พอตอนเด็กผู้ชายคนนึงลุกขึ้นไปจ่ายตังค์ ส่วนผู้หญิงก็นั่งเฉยๆรอที่โต๊ะ ก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

เฮ้อ พ่อแม่ส่งมาเรียน ทำงานกันแทบตาย หาเงินส่งควายเรียน แต่ควายก็โง่ดันให้ผู้หญิงมาหลอกแด กข้าวฟรี เออ ถ้าพ่อแม่รู้ว่าลูกเอาเงินที่สู้อุตส่าห์หามาแทบตาย ดีไม่ดีกู้หนี้ยืมสินมาอีกต่างหากเนี่ย จะรู้สึกอย่างไร ไอ้ไปเที่ยวก็ว่าเจ็บใจแล้ว นี่เอาไปให้คนอื่นช่วยใช้

น้องๆผู้ชายขา...สำนึกซะหน่อยเหอะค่ะว่าพ่อแม่เค้ารักเรา เค้าถึงทุ่มเทกับเรามากขนาดนี้ ดูท่าทางน้องก็ไม่ได้รวยมาจากไหน ก็อย่าผลาญให้มากกว่านี้เลย จบไปก็ใช่ว่าจะหางานง่ายๆ ขนาดพี่เรียนแทบตาย จนป่านนี้ยังไม่สามารถใช้หนี้บุญคุณพ่อแม่ที่ส่งเรียนได้หมดเลย ทั้งที่สมัยเรียนก็ไม่เคยมีใครมาเลี้ยงข้าว

น้องผู้หญิงก็เหมือนกัน หน้าตาดีก็ไม่ต้องขอใครกินหรอก นิดๆหน่อยๆพอให้อภัย ถ้าผู้ชายมันรวยมากก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าดูแล้วไม่มีจะกินทั้งคู่อย่าไปปอกลอกหลอกแด กเลย บาปเปล่าๆ ดีไม่ดีเลิกกันไปอาจจะโดนตราหน้าได้ว่า....(เซ็นเซอร์) บางคนอยากจะบริหารเสน่ห์ตั้งแต่เด็ก รออีกนิดเรียนให้จบค่อยไปเกาะเสี่ยแล้วกัน รักกันไม่ว่า แต่อย่าทำให้พ่อแม่คนอื่นเดือดร้อนหรือเกลียดชังเลย เค้าสาปแช่งแล้วไม่เจริญนะ

ใครมีลูกชายก็พึงสังวรณ์สอนกันเสียหน่อย ไม่งั้นมันเอาไปเลี้ยงหญิงหมด แม้จะจ่ายจานละยี่สิบก็เหอะ สามวันสิบมื้อก็สองร้อย เป็นอาทิตย์เป็นเดือนล่ะ เท่าไหร่???

ใครมีลูกสาวก็ปรามสักนิดอย่าคิดว่าลูกสาวหน้าตาดีได้เปรียบที่ไม่ต้องส่งเสีย มันคาวค่ะ จะด่าไปถึงพ่อแม่ได้ว่าไม่รู้จักสั่งสอนให้พึ่งพาตัวเอง มีศักดิ์ศรีเสียหน่อย อย่าดูละครมากไป เงินเหลือมันก็ไม่เก็บหรอก เอาไปช้อปไปซื้อของไร้สาระ ถ้าไม่หาเงินเองไม่รู้ค่าของเงินหรอก ผ่านมาแล้วน่าจะรู้ดี

คนจะรักกันมันห้ามไม่ได้หรอก แต่ไม่ใช่มาผลาญเงินพ่อแม่เล่น ยิ่งไอ้พวกหลอกพ่อแม่ว่าจะเอาเงินไปทำกิจกรรม เอาไปซื้อตำราแต่ไม่เคยเข้าเรียนเนี่ย??? น่าจะสาปแช่งให้มันชิบหา ยกันเร็วๆนะ

ความรักในวัยเรียน............

pongponkung @ 07:42

เทอมสอง เปิดได้สองวัน
เราสองรู้จักกัน ผูกพันเพื่อนใหม่
โฮมรูมคาบแรก ยาวนาน สานสายใย
จากเพื่อนใหม่ เริ่มสนิท ใกล้ชิดกัน
กิจกรรมทำความรู้จัก
ทำหั้ยรักแรกพบ สบตาฉัน
ก้อไม่รู้ เธอรู้ไหม ว่าเราสบตากัน
ก่อตัวเป็นความรักในใจฉัน แต่นั้นมา
เธอมีแฟนรึยัง อยากรู้
รอคำตอบอยู่ ลุ้นจัง เธอจะตอบว่า....???
ถ้ามีแล้วฉันจะตัดใจ เลิกสบตา
แต่ถ้าไม่มี................................
เรามาเป็นแฟนกันนะเธอจ๋า....ฉันรักเธอจัง

รักนัยวัยเรียน.........

pongponkung @ 07:37

ริรักนัยวัยเรียน เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน
แล้วรักจะจบลงเมื่อสายลมมาดับเทียน

กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี