<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><rss version="2.0" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" >
<channel>
<title>ความสดใส.........ในวัยเรียน. </title>
<link>http://pongponkung.nireblog.com</link>
<description> </description>
<pubDate>Sat, 05 Jul 2008 17:12:01 +0100</pubDate>
<image>
<title>ความสดใส.........ในวัยเรียน. </title>
<url>http://pongponkung.nireblog.com/blogs/pongponkung/gravatar.gif</url>
<link>http://pongponkung.nireblog.com</link>
</image>
<generator>http://nireblog.com</generator>
	<item>
	<title>&quot;ความรักให้อะไรกับ...เราบ้าง!?!&quot;</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aaaaaaaafaaaaaaaaasaeaaasaaa</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aaaaaaaafaaaaaaaaasaeaaasaaa</guid>
		<description><![CDATA[<p align="center"><font size="3" color="#0033ff"><strong><img id="image141505" src="http://pongponkung.nireblog.com/blogs/pongponkung/files/185218_32255282.gif" alt="185218_32255282.gif" width="318" height="300" align="left" />รัก... คือการให้ คงเป็นประโยคที่คุณคงได้ยินมาบ่อยครั้ง ส่วนความหมายของมัน<br /> ก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า รักคือการที่เราให้ใครสักคนหนึ่ง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน<br /> แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงความรัก คือการให้ ในอีกแง่หนึ่ง นั่นคือความรักนั้น<br /> ให้อะไรกับคนที่รู้จักมันบ้าง</p>
<p> รัก...ให้คุณรู้ว่าเขาชอบกินข้าวมันไก่ (ไม่มีหนัง) ที่สุดในโลกเลย<br /> ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่วิเคราะห์กันลึกๆแล้ว<br /> มันทำให้เราเป็นคนที่ช่างสังเกตและสนใจเรื่องราวของคนรอบข้าง<br /> เพื่อให้คุณรู้จักเอาใจใส่ผู้อื่นบ้างไงล่ะ</p>
<p> รัก...ให้คนซับน้ำตายามท้อแท้ เพราะความรักเป็นเหมือนกำลังใจแห่งชีวิต<br /> ยามที่เรามีปัญหาหรือหมดกำลังใจ เรามักจะนึกถึงคนที่เรารักเป็นคนแรก<br /> แล้วเขาคนนั้นแหละที่จะเป็นคนคอยรับฟังเรื่องราวของคุณยามที่คุณมีปัญหา<br /> ทั้งเรื่องการเรียน เรื่องเพื่อน แม้แต่ปัญหาครอบครัว</p>
<p> รัก...ให้คุณรู้จักการสื่อสารอีกทางหนึ่ง นั่นก็คือการสื่อสารด้วยภาษากายไงล่ะ<br /> ทั้งการมองตา การสัมผัส สิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารที่มนุษย์รู้จักใช้เป็นอย่างดีตั้งแต่โบราณ<br /> แต่ความรักจะยิ่งทำให้คุณรู้จักใช้มันได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น</p>
<p> รัก...ให้คุณยิ้มอยู่ตลอดเวลา หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคนมีความรักถึงร่าเริง<br /> อยู่ตลอดเวลา ในทางวิทยาศาสตร์ความรักเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นสารแห่งความสุขให้กับร่างกาย<br /> ดังนั้นในเวลาที่คุณนึกถึงคนรักคุณจึงรู้สึกมีความสุขอยู่เสมอ</p>
<p> รัก...ให้คุณเป็นคนใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม สังเกตว่าคนที่มีความรัก<br /> มักจะดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ แหมก็มีคนคอยดูเราทุกวันอย่างนี้<br /> ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอกันหน่อย</p>
<p> รัก...ให้คุณทานอะไร ที่ไม่อร่อยให้อร่อยได้ ก็ถ้าเป็นฝีมือของเขาแล้ว<br /> ถึงจะเกรียมไปนิด ไหม้ไปหน่อย ก็อร่อยแปลกๆดีนะ</p>
<p> รัก...ให้คุณรู้จักคำว่าขอโทษ คุณอาจไม่เคยพูดคำนี้กับใครเลย<br /> แต่ถ้าคุณเริ่มมีความรักแล้ว อย่างน้อยครั้งหนึ่ง คุณก็ต้องเคยพูดคำนี้บ้างล่ะ</p>
<p> รัก...ให้คุณรู้จักการให้อภัย แม้ว่าเขาจะทำผิดมากขนาดไหนก็ตาม<br /> เมื่อคุณรักเขาแล้ว คุณย่อมให้อภัยเขาได้เสมอ</p>
<p> รัก...ทำให้คุณใจเย็นขึ้น เพื่อดับความร้อนของอีกฝ่ายหนึ่ง</p>
<p> รัก...ให้คุณอยู่รอด เพราะความรักเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์หลายๆคน<br /> ที่สามารถผ่านเรื่องร้ายๆมาได้ก็เพราะความรักนี่แหละ</p>
<p> <font color="#ff33ff">จะเห็นได้ว่าข้อดีของความรักนั้นมีมายมาย และยิ่งใหญ่ทีเดียว<br /> ดังนั้นถ้าคุณได้รู้จักกับมันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรักกับเพื่อน พ่อแม่หรือคนรักก็แล้วแต่<br /> ทุกความรักย่อมเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้นขอเพียงแต่ว่า คุณรู้จักรักให้เป็นเท่านั้น<br /> คุณก็จะเป็นคนที่มีรักอย่างมีความสุข<br /> </font></strong></font></p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aaaaaaaafaaaaaaaaasaeaaasaaa#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Tue, 02 Oct 2007 08:04:51 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>เคล็ดลับ...ทำความรักวัยใสให้กลายเป็นรักแท้</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aeaayaaayaasaaaaaaaaaaaacafaafaaaayaacaeaaaaaaaaa</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aeaayaaayaasaaaaaaaaaaaacafaafaaaayaacaeaaaaaaaaa</guid>
		<description><![CDATA[<p><font color="#9900cc"><img id="image141495" src="http://pongponkung.nireblog.com/blogs/pongponkung/files/185218_32255351.gif" alt="185218_32255351.gif" width="261" height="249" align="left" />จริงอยู่ที่ใคร ๆ ว่าความรักในวัยเรียนหรือความรักในวัยเด็กนั่นมักผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะในอนาคตข้างหน้าเราอาจได้เจอใครอีกมากมายแต่เท่าที่เห็นความรักวัยเรียนบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนกันเชื่อมั้ยมีคนมากมายคบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้นจนจบปริญญาโท แล้วแต่งงานกัน กับกันนานเป็นสิบ ๆ ปีก็เริ่มตั้งแต่รักในวันเรียนนั่นแหละ แหมเห็นหรือยังมีรักระหว่างเรียนไม่ได้เป็นยาพิษเสมอไปนะจ๊ะ</font><font color="#9900cc">
<p>อ๊ะอ๊ะ อย่างเพิ่งทำหูตาแวววาวไป เพราะมีไม่กี่คู่หรอกที่ทำได้ คบกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วมาแต่งงานกันตอนโตน่ะถ้านับจริง อาจไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ อะแฮ่ม อยากรู้มั้ยว่าคนที่เขาทำได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ว่ามันมีเหตุผลเราลองมาดูกันดีกว่าว่าทำอย่างไรจะสร้างตำนานรักได้นานขนาดนั้น</p>
<p>รักทั้งทีตองรักให้ถูกที่<br /> รักถูกที่หมายถึง เธออยู่โรงเรียนไหนล่ะ คนเราจะคบกันแบบนาน ๆ มันต้องมีเวลาเรียนรู้กันให้มากที่สุด อย่าลืมว่าเราอยู่โรงเรียนแทบจะมากกว่าอยู่บ้านด้วยซ้ำ ไม่ต้องถึงขนาดต้องรักคนในห้องเดียวกันก็ได้ (เห็นมานานเบื่อมัน) เอาเป็นว่าถ้าจะมีกิ๊กมีกั๊กสักคน ไม่ต้องถ่อสังขารไปมองไกลถึงโรงเรียนต่างอำเภอ ประมาณว่าเจอกันตอนแข่งกีฬาอะไรอย่างนี้</p>
<p>ถ้าเป็นแบบนี้ความสัพพันธ์จะฉาบฉวย เพราะจะจี๋จ๋าอย่างมีสีสันแต่ตอนแรก ๆ เท่านั้นแหละ ต่อให้สวีทอย่างไร ความห่างไกลย่อมทำให้ห่างเหิน แล้วก็ขาดกันไป</p>
<p>รักให้ถูกเวลา<br /> รักลูกเวลาก็สำคัญไม่น้อย คือเราต้องดูก่อนว่า ถ้าเขามาปิ๊งเราต้องดูให้ดีว่ามีใครมาปิ๊งเขาไว้หรือเปล่า ไม่ใช่เขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ มีสาว ๆ ติดตรึม วันนี้ไปเที่ยวกับคนนั้น พรุ่งนี้ไปดูหนังกับคนนี้ มะรืนมะเรื่องไปกับอีกคน</p>
<p>โอ้ว้าว ถ้าแบบนี้คบไปดีแต่เสียเวลา เราจะหลายเป็นเครื่องมือให้เขาบริหารเสน่ห์เล่นๆ ให้เสียอารมณ์เสียความรู้สึก ยกเว้นว่าเขาเคลียร์ตัวเองได้ และเต็มใจคบเราคนเดียว</p>
<p>รักให้ถูกคน<br /> เรื่องรักให้ถูกคนนี้ก็สำคัญมากเหมือนกันคือเรากับเขาต้องมีความเหมาะสมกันในระดับหนึ่ง เขาต้องเป็นคนรักดี รักเรียน รักเพื่อน อาจไม่ต้องเรียนเก่งถึงขั้นอันดับหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ใช่คนที่มีประวัติเสีย หรือมีประวัติเกเร เป็นหัวโจก เป็นนักเลง โดดเรียนตะลอน ๆ เที่ยว หรือไม่ก็ไปรักหนุ่มข้างบ้าน หล่อกินขาดมาดแมนปานพี่ติ๊กเจษฎา แต่ว่าขี้เกียจจะเรียนแบบสันหลังยาว วัน ๆ เอาแต่เที่ยวตะลอน ๆ</p>
<p>คนแบบนี้ไม่น่าจะมีใครรักใช่มั้ยค่ะ แต่บางทีก็มีสาว ๆ บางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นนางเอก คือเราจะเปลี่ยนเขาได้ เขาต้องกลับตัวได้เพราะเราถ้าคิดอย่างนั้นแปลว่าอ่านนิยายน้ำเน่ามากไปหน่อยนะที่รัก</p>
<p>ต้องมีอนาคต มีความฝันร่วมกัน<br /> ถ้ารักจะคบกันนาน ๆ จะเป็นรักแท้ เราต้องเผื่อที่ให้ใจเราที่ต้องเติบโตขึ้นไปด้วย คือคนคนนั้นเข้าต้องมีอนาคต มีความสามารถ มีจุดยืน มีความฝัน เรียกว่าไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เขาต้องดูเป็นคนที่โตสมวัยตามจังหวะชีวิต ไม่ใช่ไรสาระไปวัน ๆ อยากเรียนต่ออะไร อยากเป็นอะไรไม่เคยคิดไว้เลย</p>
<p>หากมีอนาคตร่วมกัน มีความฝันร่วมกัน เราก็จะได้เดินเคียงข้างกันไป แม้ตัวห่างไกลไปเรียนคนละที่ เราก็จะแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันอย่างเข้าใจ</p>
<p>ฟื้นฐานครอบครัว ใกล้เคียงกัน<br /> ฟื้นครอบครัวก็สำคัญ เพราะถ้าเราถูกเลี้ยงดูถูกอบรมมาในครอบครัวที่มีฟื้นฐานต่างกันมากเกินไป จะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันปรับตัวเข้าหากันได้ลำบาก ไม่ว่าจะรักกันแค่ไหน ก็ไปกันไม่รอด อย่างเช่นเธอเป็นลูกคุณหญิง แต่เขาเป็นคนคนใช้ เธอเรียนโรงเรียนนานาชาติ เขาเรียนที่วัดลิงขบ เธอใส่สายเดี่ยวเที่ยวสยาม แต่เขากางเกงขาก๊วยลุยงานวัดอะไรนี้เป็นต้น</p>
<p>ถ้าฟื้นฐานครอบครัวใกล้กัน ผู้ใหญ่ก็จะเข้ากันได้ง่าย ตัวเราก็จะกันได้ง่าย มีวิถีชีวิตเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน เราจะคบกันไดยั่งยืน</p>
<p>ที่สำคัญต่างคนต้องจริงใจ ถ้าเกิดฝ่ายหนึ่งจริงใจ แต่อีกฝ่ายจิงโจ้ เป็นอันจบเห่ ประเภทรักเร่เพทุบายมีหวังไม่มีวันสร้างตำนานรักเกินสิบปี เอาไว้เล่าให้ลูกหลายฟังว่า พ่อกะแม่คบกันมาตั้งแต่มะยมเลยนะแหมฟังดูโรแมนติดดีไม่น้อยเชียว </p>
<p> </font>
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aeaayaaayaasaaaaaaaaaaaacafaafaaaayaacaeaaaaaaaaa#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Tue, 02 Oct 2007 08:01:07 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>เครียดมามากพอแล้วมาอ่านกลอนดีกว่านะ</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aeaaauacaaaaaaazaaayaaaaaaaaaayaaaauaaaaaa</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aeaaauacaaaaaaazaaayaaaaaaaaaayaaaauaaaaaa</guid>
		<description><![CDATA[<div align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#6600ff">ผู้หญิงคนนี้ ... ไม่ได้มีไว้ให้เธอทิ้ง</font></div>
<div align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#6600ff">เธอไม่เคยรักเราเลย ตลอดเวลา 1 ปีกว่าที่เรารู้จักกัน</font></div>
<div align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#6600ff">ที่เรารักเธอ วันนั้นเธอมาบอกฉันว่า "เธอคงคิดกับเราได้แค่เพื่อน"<br /> การบอกลาของเธอนั้น มันได้ทำลาย หัวใจของคนๆนึง<br /> ที่รักเธออยู่เต็มหัวใจ<br /> เหตุผล ?....<br /> นั่นสินะ....ทำไมเธอถึงอยากจากเราไป</font></div>
<div align="center"></div>
<div align="left"><font face="4803_Kwang_MD" size="5">ฉันแค่อยากจะรู้...เธอมาทิ้งชั้นทำไม<br /> เธอไม่เคยมีใจ ทำไม ถึงหลอกกัน</p>
<p> สิ่งที่เธอพูด กับสิ่งที่เธอคิด มันตรงกันรึป่าว<br /> สิ่งที่เธอบอกเราผ่านสายตา มันเชื่อถือได้แค่ไหนกัน<br /> ....</p>
<p> แค่ขอ...เป็นคนห่วงใย<br /> ได้รักไกลๆ คิดถึงไกลๆ เท่านั้น<br /> ได้แค่ฝัน ...แค่นั้นก้อพอใจ</font></div>
<p align="center"> <font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#66ff00">มีบางคน ...ถามเราว่า<br /> </font></p>
<div align="right"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#66ff00">ยังอยากกลับไปเป็นอย่างเดิมอีกมั้ย<br /> เราก้อไม่รู้หรอกนะ...ว่าอยากกลับไปมั้ย<br /> ถ้ากลับไปแล้ว จะมีความสุข เหมือนเดิม รึป่าว<br /> เรารู้แค่ว่า ...ยังไงก้อรัก....<br /> และรักนั้น ไม่เคยลดน้อยลงเลย</font></div>
<p align="center"><font face="4803_Kwang_MD"></p>
<p> </font></p>
<div align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#ffff00">อยากบอกว่า รัก ...รักเธอ มากขึ้นทุกที<br /> ไม่มีน้อยลง ...สักวัน</font></div>
<p align="center"><font face="4803_Kwang_MD"></p>
<p> </font></p>
<div align="left"><font face="4803_Kwang_MD" size="5">ผมขอถาม พวกคุณว่า...<br /> หากคุณไม่มั่นใจ ว่าจะ ทำให้คนที่คุณรักมีความสุขได้มั้ย<br /> หรือว่า คุณอาจดูแลเค้าได้ไม่ดีพอ<br /> หากทนอยู่กันต่อไป...จะทำให้เค้า เจ็บช้ำอีกหรือป่าว<br /> ถึงแม้ว่า...เค้าคือคนที่คุณ รักหมดใจ<br /> คุณจะยอมปล่อยเค้าไปมั้ย ?</font></div>
<p align="center">&nbsp;</p>
<div align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#66ff00">อย่าฝากชีวิตดีๆไว้ที่ฉัน<br /> อย่าเอาความฝัน ของเธอมาเสี่ยงรู้มั้ย<br /> ไม่ใช่ไม่รัก....ไม่อยากทำร้าย คนดีอย่างเธอ</font></div>
<p align="center"><font face="4803_Kwang_MD"><br /> </font></p>
<div align="right"><font face="4803_Kwang_MD" size="5"><font color="#ffff00">คำถามนี้ ...คงเกิดขึ้นในใจเค้าสินะ<br /> ทำไมกัน...เค้าถึงได้รู้สึกว่า เค้าดูแลเราไม่ได้.<br /> ทั้งที่ เรากลับรู้สึกอบอุ่น ที่ได้อยู่ใกล้กัน<br /> </font><br /> เธอไม่รักชั้นแล้ว หรือเธอไม่เคยรักเลย<br /> ชั้นไม่มีค่าแล้ว หรือชั้นไม่เคยมีค่าใดๆ<br /> โปรดบอกกับชั้น...ให้ตาสว่างสักทีได้มั้ย<br /> อย่างน้อย ...ถ้าชั้นจะต้องเสียใจ<br /> มันเพราะอะไรเธอ ?</font></div>
<p align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5"><br /> </font><font face="4803_Kwang_MD" size="5"><font color="#9900cc">ขอให้รู้...ชีวิตของเธอ มีความหมาย<br /> ขอให้รู้ ...มีชั้นคนนึง ต้องการเธอบนโลกนี้<br /> ขอให้รู้...เธอนั้นสำคัญ มากแค่ไหน<br /> เธอได้ยินมั้ย....ชั้นรักเธอ</p>
<p> ขอโทษ...ที่ทำเป็นเฉย วางฟอร์ม<br /> ขอโทษ...ที่เธอทักแล้วไม่ตอบ แถม ตะโกนด่า<br /> ขอโทษ...ที่ควงคนอื่น เพื่อให้เธอหึง<br /> ขอโทษจริงๆ ที่คนอย่างฉัน ไม่ดีพอ</p>
<p> </font>ขาดคนที่ครั้งหนึ่งเคย...ผูกพัน<br /> และร่วมทางกัน ... จนสุดหนทาง<br /> จากกัน วันนี้ ถึงจะผิดหวัง<br /> แต่ก็ดีกว่าต้องทรมาน กับสิ่งที่ฉันเป็น</font></p>
<p align="center"><font face="4803_Kwang_MD"></font></p>
<div align="left"><font face="4803_Kwang_MD" size="5"><font color="#66ff00">หากว่า... วันเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน<br /> มันได้หมดความหมายลง<br /> เธอก็คง...ไม่กลับมา<br /> เรารู้แต่เพียงว่า...เรายัง เต็มใจ จะรักเธอต่อไป<br /> ถึงแม้ว่ารักนั้น จะต้องจบลงไป<br /> แต่สำหรับเรา ช่วงเวลา เหล่านั้น<br /> คือช่วงเวลา ที่มี ความหมาย ที่สุด สำหรับเราจริงๆ</font></p>
<p> <font color="#ffff00">ใจของเรา...ยังเป็นของเธอ (เหมือนที่เราเคยบอกเธอ)<br /> เรายังเป็น...คนของเธอ (เหมือนที่เคยเป็นมา)<br /> ขอให้รู้ไว้ ลมหายใจฉันเพื่อเธอ (ตลอดไป)</font></font></div>
<p align="center"><font face="4803_Kwang_MD"></font></p>
<div align="center"><font face="4803_Kwang_MD" size="5" color="#66ccff">วันเวลา...ที่เราสั่งสมกันมา<br /> คือวันเวลา...ที่มีความหมายในใจ<br /> ความทรงจำ ...ทบทวนกี่ครั้งวันใด<br /> ก็สุขเกินใจ จะกลั้นน้ำตาได้อยู่<br /> อาจจะนานแล้วรู้ไหม...ที่เคยบอกเธอว่ารัก<br /> จากวันวานเป็นเช่นไร...ในวันนี้ยังเหมือนเดิม<br /> กี่วันจะหมุนไป หนึ่งใจที่ฉันมี<br /> อยากบอกว่าทุกนาที ฉันมีแต่เพียงเธอ<br /> เก็บอยู่ในหัวใจ ยังไม่เคยลืม<br /> ...ไม่เคยเปลี่ยนเลย...</font></div>
<p>
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/aeaaauacaaaaaaazaaayaaaaaaaaaayaaaauaaaaaa#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Tue, 02 Oct 2007 07:48:55 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ชั๊บปี๊ ชับปี ชิลา ล้า ลา ชั๊บปี ชั๊บปี๊ เย้เฮ”</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8</guid>
		<description><![CDATA[<p><font color="#0033ff"><img id="image141485" src="http://pongponkung.nireblog.com/blogs/pongponkung/files/185218_32255171.gif" alt="185218_32255171.gif" width="328" height="300" align="left" />ควับบบ <img src="/shareimages/smilies/alarm.gif" border="0" alt="" width="28" height="30" /> ! ทุกสายตาในห้องเรียนมองไปยังต้นตอของเสียงนี้ ซึ่งทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่ามันคือเสียงโทรศัพท์ของเด็กสาวผู้ซึ่งอยากนอนตลอดเวลาเมื่อเข้าห้องเรียนประวัติศาสตร์เกาหลี</font><font color="#0033ff">เฮรินสะดุ้งตื่น ควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากระโปรง เทอปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วหันไปจิกตาขวางใส่เด็กหนุ่มกลุ่มที่นั่งอยู่หลังห้อง<br /> </font><br /> <font color="#6633cc">“ลีเฮริน คัดตัวบรรจง ตั้งแต่หน้า 21 ถึงหน้า 50 มาส่งครูพรุ่งนี้เช้า”</font><font color="#6633cc">
<p>“อาจารย์คะ แต่ว่าพรุ่งนี้มีสอบฟิสิกส์....หนูต้องอ่าน...”</p>
<p>“ไม่มีข้อต่อรองใดๆทั้งนั้น วันนี้พอแค่นี้นะคะนักเรียน”</p>
<p> ---------------------<br /> </font><br /> <font color="#660033">“ซวยชิบ รอให้ฉันได้เอาคืนมั่งเถอะ ไอไก่ 4 ขา ตาแทซองบ้าๆๆๆๆๆ”</font><font color="#660033">
<p>“ใครให้เทอหลับเองล่ะเฮริน มือถือก็ไม่ปิดเสียง เฮ้อ”</p>
<p>จางเฮียวริ นี่เธอเป็นเพื่อนฉานมะเนี่ย จะบ้าตาย</p>
<p>หลังเลิกเรียน เฮรินยังคงนั่งจ้องสมุดและหนังสือประวัติศาสตร์เกาหลี...</p>
<p>“เอาล่ะวะ คัดก็คัด สู้ตายทาเคชิ เย้!”</p>
<p>เฮรินลงมือคัดแบบที่ว่า บรรจงสุดๆแล้ว - -* เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง กับหนังสือที่ถูกพลิกไปประมาณ 15 หน้า ----ครึ่งทางแล้วเฮริน----- สู้ๆ ตอนนี้ทั้งอาคารดูเหมือนจะมีนักเรียนเหลืออยู่ไม่ถึง 10 คนแล้ว มีเด็กม.ปลายปี 1 ห้องข้างๆกำลังจัดบอร์ดอะไรซักอย่าง และในห้องนี้ ลีเฮรินที่นั่งคัดตัวบรรจงอย่างเดียวดาย</p>
<p>“กรี๊ด <img src="/shareimages/smilies/alarm.gif" border="0" alt="" width="28" height="30" /> ....รุ่นพี่ยังไม่กล้าบบ้านหรอคะ..”... “ว้าย..น่ารักจังเลย”</p>
<p>อยู่ๆก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กสาวห้องข้างๆ ซึ่งทำให้เฮรินรู้ได้ทันทีว่าพวกตัวแสบทั้ง 4 กำลังมา....สงสัยพวกนั้นเล่นบาสเสร็จแล้วคงกลับมาเอาของที่ลืมไว้มั้ง</p>
<p>“Hi ไงเพื่อน คัดไปถึงไหนแล้วล่ะ”</p>
<p>“อย่า มา ยุ่ง กับ ชี วิต ฉัน ได้ มะ น่า รำ คาญ”<img id="image141485" src="http://pongponkung.nireblog.com/blogs/pongponkung/files/185218_32255171.gif" alt="185218_32255171.gif" width="328" height="300" align="right" /></p>
<p>“อ้าวเฮ้ย อุตส่าหวังดี จะมาอยู่เป็นเพื่อน”</p>
<p>“แทซอง ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉันจะโดนแบบนี้มั้ย เอาไงล่ะทีนี้ ได้แกล้งฉันสมใจแล้วนี่ กลับไปอ่านฟิสิกเลยสิ นายจะได้คะแนนท็อปแทนฉันไง”</p>
<p>“เฮรินก็พูดเกินไป แทซองมันไม่เคยคิดแบบนั้นนะ มันแค่แกล้งเล่นๆ ไม่คิดด้วยว่าจะโดนทำโทษแรงแบบนี้ นี่พวกเราก็ก่ะจะมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ เห็นมะ ไม่มีไครอยากไปอ่านฟิสิกซักกะคน” มินวูอธิบาย</p>
<p>“ก็ไม่ได้บอกให้มาอยู่เป็นเพื่อนซักหน่อย ฉันอยู่ของฉันคนเดียวได้”</p>
<p>“งั้นกลับก็ได้วะ ไปเถอะชีวอน อึนซอง”</p>
<p>ชีวอนกับอึนซองมองหน้ากันด้วยสายตาคำถามว่า เอาไงดีวะ</p>
<p>“เอางี้นะ พวกนายกลับไปก่อน ให้เฮรินใจเย็นแล้วค่อยมาคุยกัน เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อนเฮรินเอง”</p>
<p>“มินวูนายก็กลับไปด้วยสิ ฉันอยู่คนเดียวได้จริงๆ”</p>
<p>“นี่มันมืดแล้วนะ อย่าทำตัวอวดเก่งไปหน่อยเลยน่า”</p>
<p>แทซองลากชีวอนกับอึนซองออกไปจากห้อง เสียงกรี๊ดจากสาวๆห้องข้างดังขึ้นอีกครั้ง และเงียบลงเมื่อทั้งสามเดินผ่าน</p>
<p>“ได้กี่หน้าแล้ว เหลือเยอะมะ”</p>
<p>“17 เหลือ 14 จะกลับก่อนก็ได้นะ คงอีกนานกว่าจะเสร็จ”</p>
<p>“พูดมากน่า ทำๆไป จะหลับรอ”</p>
<p>โถๆตานี่ นึกว่าจะตั้งใจมานั่งเฝ้า ที่ไหนได้ก็มาหลับ เฮ้อ...<br /> เวลาผ่านไปอีก---- 2 ชั่วโมง------</p>
<p>“เย้...เสร็จแล้ว มินวู”</p>
<p>โห หลับสนิทเลยแฮะ จะว่าไป ตอนหลับตานี่ก็น่ารักดีแฮะ คิดๆดูแล้วก็ไม่น่าแปลกเนอะ ที่คนกลุ่มนี้จะเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ไหนจะหน้าตาดี เรียนก็เก่ง เป็นพวกบ้ากีฬาอีกด้วย..</p>
<p>“มินวู มินวู ตามินวู <img src="/shareimages/smilies/alarm.gif" border="0" alt="" width="28" height="30" /> ”</p>
<p>“หาๆ เสร็จแล้วหรอ”</p>
<p>“อี๋ น้ำลายยืด”</p>
<p>“เฮ้ย ล้อเล่นน่า ไม่เห็นมีเลย”</p>
<p>“555+”</p>
<p>“- -* เสร็จแล้วหรอ คัดน่ะ”</p>
<p>“อื้ม ป่ะ กลับบ้านกัน”</p>
<p>มินวูเดินไปส่งฉันที่บ้าน เราช่วยกันท่องสูตรฟิสิกส์ไปตลอดทางจนถึงบ้านฉัน ณ เวลา 3 ทุ่มกว่าๆ</p>
<p>“ขอบใจมากนะที่อยู่เป็นเพื่อน แล้วยังอุตส่ามาส่ง ^^”</p>
<p>“ด้วยความยินดีครับคุณผู้หญิง ไปละ บายๆ”</p>
<p>“บายๆค่ะ”</p>
<p>ถ้าฉันมีแฟนดีๆแบบนี้คงดีเนอะ แล้วทำไมฉันไม่เป็นแฟนกับตานี่น่ะหรอ เพราะเราเป็นเพื่อนกันน่ะสิ คำว่า “เพื่อน” มันขวางทางเราทั้งคู่เอาไว้ล่ะมั้ง<br /> -------------------------<br /> หลังการสอบฟิสิกส์มหาโหดผ่านพ้นไป</p>
<p> </font>
<p>“เฮริน ทำได้ป่ะ ยากชิบเลยว่ามะ”</p>
<p>“อย่างน้อยเธอก็มีเวลาอ่านมากกว่าฉันละเฮียวริ”</p>
<p>“โถ่ๆ ลืมได้แล้วเรื่องเมื่อวานน่ะ ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้”</p>
<p>“ก็ได้ ฉันจะลืมนะ ถ้าตานั่นขอโทษฉันซักคำ”</p>
<p>“งั้นฉันขอโทษแทนให้ พอใจยัง”</p>
<p>“ชอบตานั่นล่ะสิ แก้ตัวแทนกันตลอดอ่ะ”</p>
<p>“พูดอะไรของเธอ...ฉัน...ไม่หรอกน่า ไปกันเถอะ หิวแล้ว”<br /> ---------------------------<br /> ที่โรงอาหาร ฉันพยายามเดินเลี่ยงกลุ่มเด็กหนุ่มที่ถูกล้อมรอบด้วยเหล่าสาวกสาวๆ</p>
<p>“เฮ้ เฮริน”</p>
<p>เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มฝูงชนคับคั่ง ฉันหันไปดู เห็นมือใครซักคนโบกไปมา</p>
<p>“ขอโทษนะ ได้ยินรึเปล่าเฮริน ขอโทษจริงๆ”</p>
<p>ตานี่เล่นบ้าอะไรอีกเนี่ย ฉันอายนะยะ ><</p>
<p>เฮรินลากแขนเฮียวริเดินเลี่ยงไปทางอื่น</p>
<p>“ทีนี้เธอก็หายโกรธแทซองได้แล้วสินะ”</p>
<p>“..........- -*........”</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Tue, 02 Oct 2007 07:26:37 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>น่ารักป่ะ</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b0</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b0</guid>
		<description><![CDATA[<p><img id="image141483" src="http://pongponkung.nireblog.com/blogs/pongponkung/files/185218_32255281.gif" alt="185218_32255281.gif" width="318" height="300" align="left" /></p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/10/02/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b0#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Tue, 02 Oct 2007 07:23:26 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ริรัก</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81</guid>
		<description><![CDATA[<p>ซ่าส์ไม่หวั่น</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Thu, 20 Sep 2007 14:26:23 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ร่วมแสดงความฝันของเด็กไทย</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaaaaaaaaaaaaaeaaaaaac</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaaaaaaaaaaaaaeaaaaaac</guid>
		<description><![CDATA[<p>วัยเรียน (อายุ 5 – 12 ปี) </p>
<p>ปัญหาทางสุขภาพ เป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองทั้งหลายให้ความเอาใจใส่ต่อลูก ไม่แพ้ทางด้านการพัฒนาการ จะขอแยกปัญหาต่าง ๆ ทางสุขภาพ เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายดังนี้ </p>
<p>1. โรคติดเชื้อ พบว่าเด็กในวัยเรียนของไทย มีอัตราการตายสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เด็ก ๆ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียน วัฒนธรรมและปัญหาทางเศรษฐกิจของบ้านเรา เมื่อเด็กป่วยก็ยังให้ไปโรงเรียน บางครั้งจะพบว่าครูประจำชั้นต้องมีหน้าที่คอยป้อนยาให้เด็กนักเรียนเกือบครึ่งห้อง ซึ่งอาจเป็นผลเสีย เกิดการให้ยาไม่ถูกต้องมากหรือน้อยกว่าขนาดที่ควรได้ หรือได้ยาไม่ครบ และยังทำให้โรคที่เป็นอยู่ติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้บางโรงเรียนยังมีสุขอนามัยที่ไม่ดี มีแก้วน้ำสำหรับเด็กไม่พอเพียง เด็กใช้แก้วน้ำซ้ำกัน เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ในปัจจุบันนี้นิยมห้องเรียนซึ่งติดเครื่องปรับ ทำให้เด็กในห้องนั้นติดหวัด หรือโรคของระบบทางเดินหายใจกันได้ง่าย ๆ </p>
<p>โรคติดเชื้อเหล่านี้ เป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ บางชนิดมีวัคซีนป้องกัน ได้แก่ โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ตับอักเสบชนิดเอ และตับอักเสบชนิดบี หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไทฟอยด์ ไข้สมองอักเสบ (Japanese B Encephalitis Vaccine) ปัจจุบันนี้ยังมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Haemophilus Influenza B Vaccine) หรือ Hib vaccine และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ </p>
<p>เด็กในวัยเรียนอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนตามกำหนดอายุครบแล้ว แต่วัคซีนบางชนิดจะต้องกระตุ้นที่อายุ 5 ปีขึ้นไป คือ วัคซีนป้องกัน หัด,หัดเยอรมัน,คางทูม, วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ วัคซีนอีก 2 ชนิดที่เข้ามาใหม่ และเป็นที่นิยมฉีดสำหรับเด็กในเมือง คือ วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสและป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะฉีดชนิดใด เมื่อไร ให้ขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์ที่ดูแลลูกอยู่ </p>
<p>2. โรคภูมิแพ้ ในเด็กวัยเรียนโดยเฉพาะเด็กในเมืองพบโรคภูมิแพ้นี้ได้บ่อย เพราะว่าเด็กเหล่านี้ต้องผจญกับมลภาวะทางอากาศ และจากการเลี้ยงดูที่อยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน หรือมีของเล่นที่เป็นขน อยู่ในห้องนอนเป็นต้น โรคที่พบบ่อยคือ โรคหอบหืด (Bronchial asthma) โรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)และโรคผื่นแพ้ทางผิวหนัง (Atopic dermatitis) อุบัติการของโรคภูมิแพ้พบเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศ เพิ่มจาก 14 – 18% เป็น 23% ทีเดียวจากการทดสอบในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ พบว่าสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ส่วนใหญ่ คือ ไรฝุ่นบ้าน, รองลงมาคือ แมลงสาบ, เกสรดอกไม้, เชื้อรา และขนแมว </p>
<p>จะเห็นได้ว่าโรคภูมิแพ้นี้จะป้องกันได้ โดยการลดเหตุอันจะเกิดจากการแพ้ เช่น ใช้ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอน ตลอดจนของเล่นที่เป็นขน ไม่ควรให้อยู่ในห้องนอน ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ก็สามารถป้องกันได้ เช่นกัน ทางการแพทย์มียาที่ใช้ในการป้องกันโรคภูมิแพ้หลายชนิด ซึ่งจากการทดลองพบว่าได้ผลดีในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ยาเหล่านี้มีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดพ่นเข้าทางจมูก หรือสูดทางปาก แล้วแต่ว่ากุมารแพทย์ผู้ดูแลจะตัดสินใจเลือกใช้ยาชนิดที่เหมาะกับเด็กคนนั้น </p>
<p>โรคติดเชื้ออื่น ซึ่งไม่มีวัคซีนป้องกัน เช่น คออักเสบ, ทอนซิลอักเสบ,หลอดลม หรือปอดอักเสบ แม้แต่การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เหล่านี้ถึงแม้จะไม่มีวัคซีนป้องกัน เราก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ หรือถ้าเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น ก็จะต้องดูแลเพื่อไม่ให้โรคเป็นหนักขึ้น เลี้ยงดูเด็กให้ถูกสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย รับประทานยาให้ถูกต้อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ </p>
<p>พยาธิที่พบว่ามีการติดต่อกันได้ง่าย คือพยาธิเข็มหมุด ซึ่งจะมีอาการที่บอกได้โดยเกือบจะไม่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเลย คือ คันทวารหนัก มักคันกลางคืน เมื่อแหวกดูจะพบพยาธิตัวเล็ก ๆ สีขาว มองเห็นด้วยตาเปล่า ไข่ของพยาธิชนิดนี้จะเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะติดมาบริเวณซอกเล็บ เกิดการติดต่อได้ง่ายระหว่างนักเรียนด้วยกัน โดยเฉพาะพวกที่ชอบเอามือเข้าปาก หรือกัดเล็บ </p>
<p>ในชนบทยังมีการระบาดของพยาธิไส้เดือน และพยาธิปากขอ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเลือดจาง จากการขาดธาตุเหล็ก เราสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ คือ หมั่นล้างมือ ให้สะอาดตัดเล็บให้สั้นและรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น และสวมรองเท้าเป็นประจำ </p>
<p>3. โรคฟันและเหงือก โรคฟันและเหงือกนี้ เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้เสียชีวิต แต่เด็กเกือบทุกคนจะมีปัญหานี้ โดยเฉพาะในชนบท 90% ของเด็กนักเรียน จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากการดูแลสุขภาพฟันที่ไม่ถูกต้อง คนไทยมักให้ลูกอดนมชวดช้า ยังดูดนมจากขวด แม้ว่าจะไปโรงเรียนแล้ว บางคนกลางวันไปโรงเรียนไม่ดูดนมขวด แต่พอกลับบ้านต้องดูดนมขวด ในต่างประเทศหัดเด็กดื่มนมตั้งแต่อายุ 9-10 เดือน โดยให้หัดดื่มจากถ้วยเมื่ออายุ 1 ปี หรือปีเศษเท่านั้น การที่ให้ดูดนมขวดทำให้มีคราบนมจับกับฟัน ทำให้ฟันผุ สังเกตได้ว่าเด็กคนไหนที่ดูดนมกลางคืน จะมีฟันผุทั้งปาก ในกรณีที่จำเป็นต้องให้ดูดนม ทุกครั้งควรให้น้ำตาม เพื่อช่วยล้างคราบนมในปาก ทันตแพทย์จะแนะนำงดให้นมขณะเด็กนอน และให้แปรงฟันหลังอาหาร </p>
<p>โรงเรียนหลายแห่งส่งเสริมให้มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน และสอนการแปรงฟันที่ถูกวิธี นอกจากนี้ยังมีการตรวจฟันทุกปี ช่วยให้เด็กมีสุขภาพเหงือกและฟันดี แต่ในชนบทหรือในบางโรงเรียนไม่มีโอกาสได้ตรวจฟันให้นักเรียน จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลลูก โดยการตรวจฟันอย่างน้อยทุกปี เพื่ออุดฟันที่ผุตั้งแต่เป็นรูเล็ก ๆ หรือขูดหินปูนถ้ามีหินปูนเกาะมาก เพื่อป้องกันเหงือกอักเสบ </p>
<p>ในช่วงอายุ 5-7 ปี ฟันน้ำนมคู่หน้าจะหลุด ถึงแม้ฟันคู่หน้านี้จะหลุดออกเร็วก็ต้องรอจนอายุ 7 ปี หรือใกล้เคียง จึงจะมีฟันแท้งอกออกมา การให้ฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมคือ อายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ขนาด 0.25 มิลลิกรัม ถ้าเกินนี้ให้ 0.5 มิลลิกรัม แต่ถ้าเกิน 5 ปี จึงจะให้ 1 มิลลิกรัมจะช่วยให้ฟันแข็งไม่ผุง่าย รากฟันแข็งแรง แต่ไม่ได้ช่วยให้ฟันขึ้นเร็ว </p>
<p>เด็กที่ใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ ต้องระวังการกลืนยาสีฟัน เพราะในยาสีฟันจะมีฟลูออไรด์ขนาดสูงมากเกินปริมาณฟลูออไรด์ที่ควรได้ในแต่ละวัน ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเขียว ในรายที่แน่ใจว่าจะไม่กลืนยาสีฟันแล้วเท่านั้น </p>
<p>4. ปัญหาโภชนาการ ปัญหาทางโภชนาการนี้ เป็นปัญหาทั้งการเกินและขาดสารอาหาร ส่วนมากในเมืองมักมีปัญหาในการได้อาหารเกินความต้องการ และไม่สมดุล คืออาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันมาก ไม่สมดุลกับอาหารหมู่อื่น ๆ ภาวะโภชนาการเกินนี้ เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ขณะที่ยังเป็นเด็กเมื่อเกิดภาวะโภชนาการเกิน ก็จะทำให้เป็นโรคอ้วน และโรคข้ออักเสบจากการรับน้ำหนักมากได้ </p>
<p>ในเด็กอีกพวกหนึ่งจะเป็นโรคขาดสารอาหาร ซึ่งพบได้ทั้งในครอบครัวที่มีฐานะดี และยากจน บางครอบครัวสามารถให้อาหารได้ครบถ้วนทุกหมวดตามความต้องการของร่างกายแต่เด็กไม่ยอมรับ บางคนชอบกินข้าวกับอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว บ้างก็ชอบกินข้าวกับซีอิ้วหรือน้ำปลา ไม่มีการเปลี่ยนอาหาร ดังนั้นการจะได้สารอาหารและวิตามินจากอาหารครบทุกหมู่ก็ไม่ได้รับ กลับทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้ </p>
<p>เด็กที่ไม่ชอบรับประทานผักโดยเฉพาะผักใบเขียว หรือเด็กที่มีพยาธิปากขอ จะขาดอาหารประเภทธาตุเหล็ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เด็กพวกนี้จะเฉื่อยชา มีความสนใจน้อยและมีสติปัญญาตลอดจนการเรียนด้วยลงกว่าเด็กปกติ หรือในบางพื้นที่ขาดอาหารทะเล ทำให้ร่างกายขาดธาตุไอโอดีน เกิดโรคคอหอยพอก เป็นต้น ปัจจุบันนี้รัฐบาลป้องกันการเกิดโรคคอหอยพอกโดยการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนขึ้น ทำให้อัตราการเกิดโรคคอหอยพอกลดลง </p>
<p>5. ปัญหาการเรียน พบว่าจำนวนเด็กในวัย 6-7 ปี ที่เข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับ มีถึงร้อยละ 93.7 แต่ในจำนวนนี้จะเรียนถึงชั้นประถม 6 เพียงร้อยละ 80 และในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่เรียนต่อในชั้นมัธยม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ และอีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางสุขภาพ เช่น จากความพิการของร่างกาย เช่น หูตึง ตาบอด ความผิดปกติทางสมอง ตลอดจนโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนสุขภาพ ปัญหาเรื่องการอดอาหารกลางวัน การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม ปัญหาภายในครอบครัว ล้วนมีผลทำให้เด็กขาดสมาธิ ไม่เรียน หรือบางรายปรากฏให้เห็นอาการทางจิต หรือทางกาย-จิต (Psychosomatic disorders) เช่น ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย บางรายมีอาการมากถึงกับชักก็มี </p>
<p>นอกจากนี้บรรยากาศภายในโรงเรียนยังมีผลต่อการเรียนของเด็กด้วย เช่น ห้องเรียนคับแคบ แออัดมากเกินไป ครูขาดประสบการณ์ในการดูแลเด็ก การชี้แนะแนวแก่เด็ก หรือใช้อำนาจมากจนเด็กรับไม่ได้ ทำให้เด็กหนีโรงเรียน โรงเรียนอยู่ในแหล่งอบายมุข และมีสิ่งยั่วยุทางอารมณ์ ทำให้เด็กดีถูกชักจูงให้ประพฤติผิดได้ง่าย </p>
<p>6. อุบัติเหตุ เด็กในวัยเรียน มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในโรงเรียน เช่น หกล้ม, แขนขาแพลง หรือหัก อวัยวะของร่างกายเข้าไปติดขัดกับอะไรที่แคบ ๆ แล้วเอาออกไม่ได้,ตกบันได,จมน้ำในการเรียนว่ายน้ำ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา ซึ่งเกิดรุนแรงจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น </p>
<p>อุบัติเหตุบางอย่างสามารถป้องกันได้ ถ้าครูผู้ดูแลมีความเอาใจใส่ ถ้าเกิดเหตุขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีสติให้ดี ใช้การประคบเย็น, พยายามให้ส่วนที่มีอุบัติเหตุเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดก่อนพบแพทย์ และทางโรงเรียนควรต้องมีการฝึกครูในโรงเรียนให้รู้จักวิธีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และวิธีการดูแลเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในโรงเรียน </p>
<p>วัยรุ่น เป็นวัยที่เสี่ยงต่อปัญหาทางสุขภาพจิต พฤติกรรม อุบัติเหตุ และความรุนแรงมากกว่าวัยอื่น โรคภัยที่พบได้บ่อยในวัยนี้ ส่วนหนึ่งจะคล้ายคลึงกับเด็กในวัยเรียน จะมีข้อแตกต่างเพิ่มเติมบ้าง เนื่องจากเด็กวัยนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมนของร่างกาย และการปรับตัวเองกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ </p>
<p>1. โรคติดเชื้อ </p>
<p>ในวัยนี้ พบว่าโรคติดเชื้อที่มีวัคซีนป้องกันได้หลายชนิด ต้องการการกระตุ้นเพื่อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ วัคซีนที่จำเป็นต้องให้การกระตุ้นได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ตลอดจนไข้สมองอักเสบ ถ้าขาดการกระตุ้นจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้ได้ง่าย เดิมกระทรวงสาธารสุขได้ประกาศให้ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน หรือคางทูม รับการกระตุ้นที่อายุ 12 ปี ปัจจุบันนี้หลังจากพบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคเหล่านี้ก่อนกำหนดการฉีดกระตุ้น หรือในเด็กโตที่ไม่ได้รับการฉีดกระตุ้น จึงแนะนำให้ฉีดป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมกระตุ้นที่อายุ 5 ปี </p>
<p>โรคทางระบบทางเดินหายใจ ในเด็กวัยรุ่นจะพบน้อยมาก แต่กลับพบผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดชัดเจน ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้ชำนาญโรคนี้ ก็สามารถควบคุมอาการทำให้ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย จนไม่เป็นผลเสียทางการเรียนได้ </p>
<p>แต่ตัวเลขที่น่าตกใจของเด็กวัยนี้ จากการเฝ้าระวังของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 59 ของผู้ป่วยกามโรคทั้งหมดเป็นเยาวชน และ 0.8/1,000 คนของผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 0-24 ปี ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องมีการควบคุมสิ่งยั่วยุทางกามารมย์ให้อยู่ในขอบเขตมากขึ้น และปรับปรุงการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น </p>
<p>2. อุบัติเหตุ </p>
<p>นับว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญที่สุดของวัยนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการจราจร จมน้ำ หรือถูกของมีคม เพราะเด็กวัยนี้อยู่ในวัยคึกคะนองและประมาท อีกทั้งยังขาดการฝึกฝนให้รู้จักระมัดระวังตัวเอง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ปัญหาการจราจรทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บและพิการมากกว่ากลุ่มที่ตายเสียอีก นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาทำร้ายร่างกายตัวเองและผู้อื่นก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยนี้เช่นกัน </p>
<p>3. ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดองวัยนี้ การที่เด็กหันเข้าหายาเสพติด มีหลายสาเหตุ คือ </p>
<p>- ปัญหาครอบครัว เด็กไม่สามารถพึ่งพาครอบครัวได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เช่น พ่อ - แม่ แยกทางกัน, พ่อแม่มุ่งแต่ทำงานมากเกินไปจนขาดการเอาใจใส่ลูก เด็กมีปัญหาแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ปัญหาการเรียน,ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน, อารมณ์,และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่สามารถปรึกษาพึ่งพาพ่อแม่ได้ </p>
<p>- ปัญหาเรื่องการเรียน การเรียนของเด็กวัยนี้ เริ่มยากขึ้นประกอบกับสิ่งแวดล้อมมีสิ่งยั่วยุ ทำให้เด็กวอกแวกกับการเรียน เมื่อการเรียนเริ่มอ่อนลง ประกอบกับมีปัญหาครอบครัวด้วย ทำให้เด็กหันเข้าหายาเสพติด เพราะความเข้าใจผิดว่าเสพยาเสพติดบางชนิดแล้วทำให้ไม่ง่วง ดูหนังสือดึก ๆ ได้ เป็นต้น<br />
- ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและเพื่อน เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากลอง อยากเรียนรู้อยากมีเพื่อน และที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน ทำให้สิ่งเสพติดเข้าหาเด็กวัยนี้ ได้ง่ายกว่าวัยอื่น พ่อ – แม่ และครู ควรใช้ความอดทน รับฟังช่วยชี้แจงด้วยเหตุผล โดยไม่ใช้อารมณ์ ให้เวลากับลูกบ้าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดนี้ได้<br />
จะเห็นว่าปัญหาสุขภาพของเด็กในวัยต่าง ๆ กัน มีลักษณะแตกต่างกันตามปัญหาที่ต้องเผชิญ บางอย่างก็ทำให้เกิดการสูญเสียถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดความพิการ ความด้อยสมรรถนะ การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และการไม่สามารถพัฒนาตัวเองจนเต็มศักยภาพ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่น่าจะป้องกันและหลีกเลี่ยงได้แต่หลายอย่างก็คงเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และพิษภัยจากสิ่งแวดล้อม<br />
พ่อแม่ผู้ปกครอง,ครูอาจารย์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชน ต้องมีส่วนร่วมช่วยป้องกันปัญหายาเสพติด, อุบัติเหตุ และปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaaaaaaaaaaaaaeaaaaaac#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Thu, 20 Sep 2007 13:32:06 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ความรักเหมือนยาชนิดหนึ่งที่ดีกับหัวใจ</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaaeaaaaaacaasaaaaaaaaaauaaauaaasaaaafa</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaaeaaaaaacaasaaaaaaaaaauaaauaaasaaaafa</guid>
		<description><![CDATA[<p>ความรักเหมือนยาชนิดหนึ่งที่ดีกับหัวใจ เพราะอะไรนะเหรอ ?</p>
<p>เพราะทำให้หัวใจเรารักคนเป็น<br /> เพราะทำให้เราไม่ได้ใช้หัวใจแค่หายใจไปวันๆๆ<br /> เพราะทำให้หัวใจเรามีความสุข แล้วกายเราก้อจะสุขไปด้วย<br /> เพราะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีจิตใจดี รู้จักเสียสละ ความรู้สึกดีๆๆให้กับคนที่เรารัก<br /> เพราะทำให้เราไม่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว รักแต่ตัวเองเพราะทำให้หัวใจของเราแข็งแรงยิ่งขึ้น ถ้าเมื่อใดที่คนที่เรารักเค้าบอกเลิกเราไป แล้วเมื่อเรามีความรักแล้วไม่สมหวัง เราก้อจะทำใจได้<br /> แล้วยังมีอีกหลายเหตุผลมากมายเลย</p>
<p>การที่คนเราจะมีความรักในวัยเรียน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การที่มีความรักในวัยเรียน เราก้อต้องคำนึงถึงเรื่องเรียนเป็นที่หนึ่ง แล้วอย่าไปมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนที่จะเรียนจบ เราควรจะรักบนพื้นฐานของความถูกต้องด้วย ไม่ใช่รักแบบไม่ลืมหูลืมตา แล้วคนที่อคติต่อความรัก เราอยากจะบอกว่า หัวใจก้อเหมือนหน้าต่าง ถ้าเราไม่ลองเปิดใจดูบ้าง ซักวันมันก้อจะกลายเป็นหัวใจที่ไร้ประโยชน์ มีหน้าที่แค่ต่อลมหายใจไปวันๆๆโดยไม่ได้รู้สึกดีๆๆอะไรกับใครเลย หน้าต่างถ้าไม่เปิด บ้านก้อจะมืดมน ไม่มีวันเห็นแสงแดด คุณอยากเป็นคนที่มืดมนตลอดชีวิตหรือ?</p>
<p>ความรักมีหลายมุมมอง ใครมีมุมมองดีๆๆมาคุยกะเราได้<br /> สรุป ความรักเป็นเรื่องที่ดี นะ แต่ต้องมีความถูกต้องด้วย ไปล่ะ สวัสดี</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaaeaaaaaacaasaaaaaaaaaauaaauaaasaaaafa#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Thu, 20 Sep 2007 13:13:51 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ข้อดีของคนโสด</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%94</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%94</guid>
		<description><![CDATA[<p>1.ทำอะไรก้อได้ ไม่ต้องเกรงใจว่าแฟนจะดุ<br />
2.อยากกินอะไรก้อได้ ที่อยากกิน ไม่ต้องคำนึงถึงหุ่น ไม่ต้องลดน้ำหนัก เพื่อแฟน<br />
3.อยากไปไหนก้อได้ เที่ยวเขา น้ำตก ทะเล ห้าง โดยไม่ต้องถามความเห็นของใครเลยล<br />
4.ไม่ต้องเปลืองค่าโทรศัพท์<br />
5.ไม่มีปัญหารัก 3 เส้า แน่ๆๆ<br />
6.ได้อยู่กับเพื่อนๆๆและครอบครัวมากกว่าคนที่มีแฟน<br />
7.แต่งตัวอย่างไงก้อได้ ไม่ต้องกลัวว่าแฟนจะไม่ชอบ<br />
8.สามารถมองเห็นความรักได้มากกว่าคนที่มีแฟน เพราะคนที่มีแฟนมักจะมีความรักมาบังตาหรือเรียกว่า ความรักทำให้ตาบอด<br />
9.สามารถคุยกะ ผู้ชายคนอื่นโดยไม่ต้องกลัวใครจะมาเห็น<br />
10.ได้ความเป็นอิสระ<br />
11.ไม่มีปัญหาของการหึงหวง<br />
12.มือ ร่างกายของเราไม่ถูกใครแต๊ะอั๋งอีกด้วย<br />
13.เวลาไปดูหนังก้อสามารถดูเรื่องที่เราชอบได้เลย โดยไม่ต้องเอาใจใคร<br />
14.ไม่ต้องเสียเวลาไปจำวันสำคัญอื่นๆๆเพิ่ม แค่วันเกิดตัวเอง ของพ่อและแม่ เพื่อนๆๆก้อปวดหัวจะตาย ต้องไปจำวันอะไรอีกก้อไม่รุ<br />
ที่สำคัญนะ จะหลีใครๆๆก้อได้ ผู้ชายหล่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะ หลีเข้าไป<br />
คิคิ จบจ้า..............................................
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%94#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Thu, 20 Sep 2007 13:11:49 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>‘สีชมพู’ ก็มีใน ‘สีเทา’ ‘รักวัยเรียน’ ‘รักดี’ ก็มีประโยชน์</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aeaauasaazaae-aaaauafa-aeaauaeaaae-aeaaaaaacaeaauacaae-aeaaaaauae-aaaauaaaaacasaaoe</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aeaauasaazaae-aaaauafa-aeaauaeaaae-aeaaaaaacaeaauacaae-aeaaaaauae-aaaauaaaaacasaaoe</guid>
		<description><![CDATA[<p>ห้ามวัยรุ่นมีรักคงห้ามยากแล้ว...แต่รักนี้ก็พอจะมีมุมดี ๆ</p>
<p>            ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการ Child Watch โครง การติดตามสภาวการณ์เด็กและการศึกษา ระบุว่า...ปัจจุบัน 'รักในวัยเรียน' และ 'เซ็กซ์ในวัยเรียน' แยกออกจากกันไม่ออก ซึ่งสาเหตุหรือต้นตอของสภาวการณ์แบบนี้เกิดจากสิ่งที่เด็กเรียนรู้รับรู้โดยปกติกลับมีแต่สิ่งยั่วยุมากมาย อย่างในสื่อโทรทัศน์...ทุก ๆ 3 ชั่วโมงจะต้องมีฉากยั่วยุประกอบอยู่ และประมาณร้อยละ 70-80 จะต้องมีฉากที่ทำให้คิดได้ว่าตัวละครหญิงชายในเรื่องมีการร่วมประเวณีกัน ตอกย้ำภาพว่าการมีเซ็กซ์เป็นคนละเรื่องกับการแต่งงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่กระตุ้นให้เด็กเกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดการเลียนแบบ และนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา</p>
<p>จากข้อมูลสำรวจ 'ปัญหารักในวัยเรียนกลายเป็นปัญหาใหญ่มาก กว่าคำว่าวิกฤติไปแล้ว' โดยสถิติพบว่ามีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ปี ตั้งครรภ์ถึง 170 คนต่อวัน และมีแนวโน้มว่าจะมี 'แม่วัยทีน' ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของสภาพสังคม </p>
<p>สำหรับทางแก้ก็มีการเสนอไว้ 2 ทางคือ...'แก้ปัญหาจากต้นทาง' จากเสาหลัก 4 ต้นคือ ครอบครัว สื่อ พื้นที่ทางสังคม และการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาต้องเน้นสอนเรื่องการใช้ชีวิตที่ดีให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กมองเห็น การดำเนินชีวิตที่ดี สอดคล้องกับทางแก้ที่ 2 คือรัฐบาลต้องเร่ง 'สร้างเมกะโปรเจคท์ทางสังคม' ขึ้น ซึ่งทุกวันนี้จังหวัดไหนยิ่งรวยชีวิตเด็กยิ่งร้าย เกิดสถานเริงรมย์มากโดยขาดการควบคุมที่ดี</p>
<p>'ในต่างประเทศเขาจะมีวิชาน่าสนใจมาก คือวิชาการสร้างบุคลิกที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องของท่าทาง การแต่งกาย แต่รวมถึงบุคลิกที่ดีในการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งทางออกของปัญหารักในวัยเรียนที่ไม่เหมาะสมนั้นมันน่าจะอยู่ที่การสร้างทัศนคติใหม่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของเขา'...ดร.อมรวิชช์ กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถามว่า 'รักวัยเรียนเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมดอย่าง นั้นหรือ' ประเด็นนี้หัวหน้าโครงการ Child Watch บอกว่า...รักในวัยเรียนก็ 'มีมุมที่ดีอยู่' ที่ไม่ควรปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องตามธรรมชาติของวัยรุ่น ซึ่งในหลายพื้นที่แม้เซ็กซ์กับรักจะแยกไม่ออก แต่อีกหลาย ๆ พื้นที่ 'ความ รักก็คือความรัก' เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ ซึ่งถ้าสังคมรักษาสมดุลและความเข้มแข็งของเสาหลัก 4 ต้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังเยียวยา แถมยังจะสามารถใช้ประโยชน์จากความรักในวัยนี้ได้อีกด้วย </p>
<p>'ความรักที่เกิดขึ้นหากอยู่ในความพอดีก็สร้างเรื่องดี ๆ ให้กับเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต แต่จุดสำคัญคือต้องสอนให้เด็ก มองโลกและใช้ชีวิตให้เป็น สอนให้รู้จักทั้งมุมที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งนอกจากจะได้ใช้ประโยชน์จากความรักแล้ว ความรักยังทำให้เด็กใช้ชีวิตเป็นอีกด้วย ถ้าทำได้เรื่องความรักในวัยเรียนก็จะเป็นโลกสีชมพูของเด็กที่ไม่มีพิษภัย'...ดร.อมรวิชช์ระบุ</p>
<p>กับเรื่อง 'รักวัยเรียน' นี้...ในมุมของจิตวิทยา น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกว่า...ในอดีตสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว มีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิด การติดต่อสื่อสารกันของเด็กต่างครอบครัวจนเกิดความสัมพันธ์ที่จะพัฒนาไปในเชิงความรักหนุ่มสาวก็พัฒนาได้ยาก </p>
<p>แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางสังคมอ่อนแอ ครอบครัวไม่เข้มแข็ง บางครอบครัวเด็กย้ายออกมาอยู่หอพักเพียงลำพัง การติดต่อสื่อสารก็สะดวกขึ้น จึงอาจเป็นช่องว่างให้ทำอะไรตามใจตัวเองได้มากขึ้น </p>
<p>'เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์หนุ่มสาวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีเพศ สัมพันธ์ที่ไวขึ้น'</p>
<p>อย่างไรก็ดี น.พ.ทวีศิลป์ชี้ว่า...ผู้ใหญ่เองควรรู้สึกยินดีที่ลูกชายหรือลูกสาวของตนเกิดพัฒนาการทางจิตวิทยาในระดับนี้ เพราะ 'ความรักเป็นพัฒนา การอีกด้านหนึ่งของชีวิต' เป็นเรื่องที่ทุกคนควรมี ซึ่งไม่ควรปิดกั้น เพียงแต่ 'ต้องพยายามสร้างขอบเขตเพื่อให้อยู่ในกรอบที่ดี'</p>
<p>น.พ.ทวีศิลป์แนะนำว่า...เมื่อห้ามไม่ให้รักไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็ควรจะคอยดูแล แต่ไม่กีดขวางจนเกินไป ต้องพยายามใช้เหตุผลที่ดีแนะนำมากกว่า ซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาที่เด็กซึ่งเกิดความรักจะมีความอยากใกล้ชิดกัน แต่ความใกล้ชิดไม่ได้จำเพาะไปที่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ อาจเป็นเพียงแค่อยากเห็นหน้า อยาก พูดคุยกันเท่านั้น </p>
<p>'การดูแลให้อยู่ในกรอบที่พอดี หรือจัดให้เด็กวัยรุ่นเจอกันผ่านทางช่องทางกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ก็น่าจะเป็นทางออกให้กับการสกัดกั้นปัญหา เซ็กซ์ในวัยศึกษาที่พัฒนามาจากรักในวัยเรียนได้ ซึ่งความรักนั้น...หากเป็นรักดีก็จะช่วยให้คนที่ไม่ดีเข้าสู่ระบบที่ดีได้ เช่นบางคนไม่ชอบเรียน แต่อยากเข้าห้องเรียนเพราะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนที่รัก นี่ก็ถือว่าเป็นส่วนดี ๆ ที่เกิดจากความรักในวัยเรียน'...ก็เป็นอีกมุมของ 'รักวัยเรียน'ในแง่ดี...</p>
<p>จะอย่างไร 'ความรัก' ก็เป็นอารมณ์อันงดงามของมนุษย์ ขอเพียง 'รักให้ดี-รักให้เป็น' ก็จะไม่สร้างปัญหาใด ๆ และแม้แต่ 'รักในวัยเรียน' ก็ทำให้มีประโยชน์ได้ .
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aeaauasaazaae-aaaauafa-aeaauaeaaae-aeaaaaaacaeaauacaae-aeaaaaauae-aaaauaaaaacasaaoe#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Thu, 20 Sep 2007 13:09:37 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ความรักในวัยเรียน</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaafaaaacaeaauaca</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaafaaaacaeaauaca</guid>
		<description><![CDATA[<p>การมีความรักถือว่าเป็นสิ่งที่ดี  ถ้าเรารู้จักที่จะแยกแยะว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  โดยเฉพาะกับนักเรียน  นักศึกษา  ที่มีความรักในวัยเรียน  การมีความรักในวัยเรียนถือว่าไม่ผิด  แต่ควรมีในกรอบที่ดี  ไม่ออกนอกลู่นอกทาง  ความรักไม่ใช่แฟชั่นที่สามารถนำมาเป็นเรื่องสนุกๆ ยิ่งกับวัยรุ่นเห็นเพื่อนมีแฟน อยากมีแฟนบ้าง  เพราะถือว่าใครไม่มีแฟนถือว่าเชย  ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ผิดๆ  สำหรับบางคนความรักเป็นเหมือนกำลังใจที่จะผลักดันให้สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ให้สำเร็จ  เป็นการส่งเสริมกันและกัน  และช่วยกันจนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกัน  แต่บางคนก็พากันออกนอกสู่นอกทาง  จนเกิดเป็นปัญหาสังคม  เช่น  การชิงสุกก่อนห่าม  การตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม  เพราะคิดเพียงแค่ความสนุกชั่วครู่  แต่ผลที่ตามมานั้นอาจมีความรุนแรงและส่งผลกระทบกับตัวเขาเอง  ครอบครัวและสังคมอย่างมาก  ดังนั้นครอบครัวต้องมีการดูแลบุตรหลานให้ดี  ไม่ควรปล่อยปละละเลย  ควรให้ความรักความอบอุ่น  พ่อแม่บางคนไม่มีเวลา  จนทำให้ลูกต้องหันเข้าหาแฟน  เพื่อเป็นการลบปมด้อยที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้  จนเห็นแฟนมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่  พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับลูกให้มากเพื่อไม่ให้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้น
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/20/aaaaaaaafaaaacaeaauaca#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Thu, 20 Sep 2007 12:57:45 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ริรักในวัยเรียน</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99</guid>
		<description><![CDATA[<p>วิญญาณคุณครูเข้าสิงวันหยุดค่ะ วันนี้ออกไปซื้อเที่ยงกินเห็นนิสิตชายหญิง (รวมทั้งลูกศิษย์ตัวเอง) มานั่งกินข้าวกันเป็นคู่ๆ ประมาณแฟนนั่นแหละค่ะ ทีแรกก็ไม่นึกอะไร แต่พอตอนเด็กผู้ชายคนนึงลุกขึ้นไปจ่ายตังค์ ส่วนผู้หญิงก็นั่งเฉยๆรอที่โต๊ะ ก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้</p>
<p>เฮ้อ พ่อแม่ส่งมาเรียน ทำงานกันแทบตาย หาเงินส่งควายเรียน แต่ควายก็โง่ดันให้ผู้หญิงมาหลอกแด กข้าวฟรี เออ ถ้าพ่อแม่รู้ว่าลูกเอาเงินที่สู้อุตส่าห์หามาแทบตาย ดีไม่ดีกู้หนี้ยืมสินมาอีกต่างหากเนี่ย จะรู้สึกอย่างไร ไอ้ไปเที่ยวก็ว่าเจ็บใจแล้ว นี่เอาไปให้คนอื่นช่วยใช้</p>
<p>น้องๆผู้ชายขา...สำนึกซะหน่อยเหอะค่ะว่าพ่อแม่เค้ารักเรา เค้าถึงทุ่มเทกับเรามากขนาดนี้ ดูท่าทางน้องก็ไม่ได้รวยมาจากไหน ก็อย่าผลาญให้มากกว่านี้เลย จบไปก็ใช่ว่าจะหางานง่ายๆ ขนาดพี่เรียนแทบตาย จนป่านนี้ยังไม่สามารถใช้หนี้บุญคุณพ่อแม่ที่ส่งเรียนได้หมดเลย ทั้งที่สมัยเรียนก็ไม่เคยมีใครมาเลี้ยงข้าว </p>
<p>น้องผู้หญิงก็เหมือนกัน หน้าตาดีก็ไม่ต้องขอใครกินหรอก นิดๆหน่อยๆพอให้อภัย ถ้าผู้ชายมันรวยมากก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าดูแล้วไม่มีจะกินทั้งคู่อย่าไปปอกลอกหลอกแด กเลย บาปเปล่าๆ ดีไม่ดีเลิกกันไปอาจจะโดนตราหน้าได้ว่า....(เซ็นเซอร์) บางคนอยากจะบริหารเสน่ห์ตั้งแต่เด็ก รออีกนิดเรียนให้จบค่อยไปเกาะเสี่ยแล้วกัน รักกันไม่ว่า แต่อย่าทำให้พ่อแม่คนอื่นเดือดร้อนหรือเกลียดชังเลย เค้าสาปแช่งแล้วไม่เจริญนะ</p>
<p>ใครมีลูกชายก็พึงสังวรณ์สอนกันเสียหน่อย ไม่งั้นมันเอาไปเลี้ยงหญิงหมด แม้จะจ่ายจานละยี่สิบก็เหอะ สามวันสิบมื้อก็สองร้อย เป็นอาทิตย์เป็นเดือนล่ะ เท่าไหร่???</p>
<p>ใครมีลูกสาวก็ปรามสักนิดอย่าคิดว่าลูกสาวหน้าตาดีได้เปรียบที่ไม่ต้องส่งเสีย มันคาวค่ะ จะด่าไปถึงพ่อแม่ได้ว่าไม่รู้จักสั่งสอนให้พึ่งพาตัวเอง มีศักดิ์ศรีเสียหน่อย อย่าดูละครมากไป เงินเหลือมันก็ไม่เก็บหรอก เอาไปช้อปไปซื้อของไร้สาระ ถ้าไม่หาเงินเองไม่รู้ค่าของเงินหรอก ผ่านมาแล้วน่าจะรู้ดี</p>
<p>คนจะรักกันมันห้ามไม่ได้หรอก แต่ไม่ใช่มาผลาญเงินพ่อแม่เล่น ยิ่งไอ้พวกหลอกพ่อแม่ว่าจะเอาเงินไปทำกิจกรรม เอาไปซื้อตำราแต่ไม่เคยเข้าเรียนเนี่ย??? น่าจะสาปแช่งให้มันชิบหา ยกันเร็วๆนะ
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Wed, 19 Sep 2007 07:52:13 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>ความรักในวัยเรียน............</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/aaaaaaaafaaaacaeaauaca</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/aaaaaaaafaaaacaeaauaca</guid>
		<description><![CDATA[<p>เทอมสอง เปิดได้สองวัน<br />
เราสองรู้จักกัน ผูกพันเพื่อนใหม่<br />
โฮมรูมคาบแรก ยาวนาน สานสายใย<br />
จากเพื่อนใหม่ เริ่มสนิท ใกล้ชิดกัน<br />
กิจกรรมทำความรู้จัก<br />
ทำหั้ยรักแรกพบ สบตาฉัน<br />
ก้อไม่รู้ เธอรู้ไหม ว่าเราสบตากัน<br />
ก่อตัวเป็นความรักในใจฉัน แต่นั้นมา<br />
เธอมีแฟนรึยัง อยากรู้<br />
รอคำตอบอยู่ ลุ้นจัง เธอจะตอบว่า....???<br />
ถ้ามีแล้วฉันจะตัดใจ เลิกสบตา<br />
แต่ถ้าไม่มี................................<br />
เรามาเป็นแฟนกันนะเธอจ๋า....ฉันรักเธอจัง
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/aaaaaaaafaaaacaeaauaca#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Wed, 19 Sep 2007 07:42:58 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>รักนัยวัยเรียน.........</title>
	<link>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99</link>
	<guid>http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99</guid>
		<description><![CDATA[<p>ริรักนัยวัยเรียน เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน<br />
                                          แล้วรักจะจบลงเมื่อสายลมมาดับเทียน
</p>
<p><a href="http://pongponkung.nireblog.com/post/2007/09/19/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Wed, 19 Sep 2007 07:37:08 +0100</pubDate>	</item>
</channel>	
</rss>
 
